0527
[6] ชัวร์ป้าบเลยหมอ
แสดงทั้งหมด

[7] มีแฮแก้อดีตตอบ: 4, อ่าน: 956

ห มู่ บ้ า น เ ส มื อ น   ต อ น ที่  7

-1-

    จากที่ได้เล่าไปแล้วในตอนแรกๆ ว่าชาวบ้านในหมู่บ้านแห่งนี้นิยมหาเลี้ยงชีพโดยการขายแรงงานเสียเป็นส่วนใหญ่ เพราะเชื่อกันว่าเป็นสิ่งที่เหมาะสมที่สุดกับสภาพร่างกายและความเป็นอยู่ของพวกเขา แต่ถึงกระนั้น ผมกลับยังไม่เคยเล่าเรื่องที่มีพระเอกเป็นผู้ขายแรงงานเลยสักครั้ง ไม่ใช่ว่าไม่สนใจ แต่มันไม่ค่อยเกิดเรื่องอะไรที่น่าสนใจพอจะนำมาเล่าได้สักทีต่างหาก และในที่สุดวันนี้ผมก็มีเรื่องประหลาดๆ เกี่ยวกับผู้ขายแรงงานมาเล่าจนได้ เรื่องทั้งหมดนำมาจากวงสนทนาระหว่างผม ไจเด และเพื่อนชื่อฟายี ซึ่งล้วนแวะมาหย่อนใจที่แปลงเกษตรพร้อมกันพอดีในวันหนึ่ง

    ก่อนอื่นคงต้องแนะนำเกี่ยวกับพระเอกของเรา ที่มีนามว่า 'มีแฮ' เสียหน่อย.. ไจเดและฟายีนั้นเป็นเพื่อนสนิทของผมมาหลายปี นับตั้งแต่ผมได้เข้ามาเกี่ยวพันกับหมู่บ้านแห่งนี้ ทั้งสองคนสำเร็จการฝึกจากสำนักฝึกกล้ามประจำหมู่บ้าน จากนั้นก็ทำงานขายแรงงานตามครรลองมาโดยตลอด ส่วนมีแฮนั้นผมเพิ่งได้รู้จักเมื่อไม่นานนี้ ในฐานะเพื่อนละแวกบ้านของฟายีตั้งแต่เด็กๆ ช่วงชีวิตของมีแฮที่ผ่านมาออกจะต่างไปจากฟายีอยู่บ้าง เพราะแทนที่เขาจะผ่านการฝึกจากสำนัก 'กล้าม' อย่างคนอื่นๆ เขากลับได้เข้ารับการฝึกจากสำนัก 'ก้าม' แทน

    สำนักฝึกกล้าม และสำนักฝึกก้ามนั้น แม้จะออกเสียงใกล้เคียงและดูมีความหมายคล้ายคลึงกัน แต่ที่จริงแล้วแตกต่างกันแทบทุกด้าน เพราะผู้ที่จบจากสำนักฝึกกล้ามนั้นจะเป็นผู้ขายแรงงานที่มีพละกำลังสูง สามารถรับจ้างงานที่อาศัยแรงงานหนักได้ทุกประเภท ไม่ว่าจะเป็นขุดดิน แบกของ ลากรถ หรืออื่นๆ ส่วนผู้ที่จบจากสำนักฝึกก้ามนั้น จะได้รับการฝึกเคลื่อนไหวอย่างคล่องแคล่ว ศิษย์สำนักนี้จึงถนัดงานที่ต้องอาศัยความคล่องตัว รวมไปถึงวิชาต่อสู้ มากกว่าศิษย์สำนักกล้าม งานหาเลี้ยงชีพของคนส่วนใหญ่ที่จบจากสำนักนี้ก็ได้แก่ ชกมวย ล่าสัตว์ ปีนป่ายที่สูง เป็นต้น

    "พวกท่านจำเพื่อนของข้าที่ชื่อมีแฮ ที่มากับข้าเมื่อวันก่อนได้หรือไม่" จังหวะหนึ่งของการสนทนา ฟายีเริ่มเปิดประเด็นด้วยคำถาม
"จำได้สิ เกิดเหตุอันใดกับเขาหรือ" ผมตอบ ส่วนไจเดนิ่งฟัง
"มิได้มีเรื่องใหญ่เกิดขึ้นหรอก ข้าเพียงเพิ่งทราบมาว่าเขาทำตัวประหลาดพิกล" ฟายีเข้าเรื่องอย่างรวดเร็ว "เริ่มจากเมื่อวันก่อนข้าได้พบกับรุ่นน้องแถวบ้านกลุ่มหนึ่ง สนทนาเรื่องต่างๆ แล้วก็มีประโยคหนึ่งที่ฟังดูราวกับพวกเธอเข้าใจว่า มีแฮสำเร็จการฝึกจากสำนักกล้าม" เขาออกเสียงชัดเจนเพื่อไม่ให้สับสน ผมกับไจเดชักสนใจยิ่งขึ้น
"..ข้าจึงพูดแก้ไปว่า มีแฮน่ะฝึกที่สำนักก้าม มิใช่กล้าม" ฟายีกล่าวด้วยเสียงจริงจัง "พวกเธอประหลาดใจ เพราะเชื่อว่ามีแฮฝึกที่สำนักกล้ามมาโดยตลอด และยังกลับต่อว่าข้าด้วย ว่าทำไมมิบอกพวกเธอให้เข้าใจให้ถูกเสียแต่แรก.."

    "..ข้าก็ตกใจว่าเรื่องราวมันเป็นมาอย่างไร จึงย้อนนึกขึ้นได้ว่าเมื่อนานมาแล้ว รุ่นน้องกลุ่มนี้เคยถามข้าและมีแฮพร้อมกันว่า 'ท่านพี่ทั้งสองเป็นเพื่อนที่สำเร็จการฝึกจากสำนักกล้ามมาด้วยกันหรือ' มีแฮชิงตอบรับไปก่อนที่ข้าจะทันได้ตอบอะไร ข้าเองก็งง ได้แต่เออออไปกับเขาด้วย.."
"คงเป็นตั้งแต่วันนั้นที่พวกเธอเข้าใจผิด" ไจเดพูดทวน ฟายีพยักหน้ารับ
ผมแปลกใจ "..ด้วยเหตุจูงใจใด มีแฮจึงต้อง 'สวมรอย' เช่นนั้นเล่า"
"ข้าคิดว่าเขาคงไม่อยากให้ใครทราบว่าเขาสำเร็จจากสำนักก้าม อาจเพราะเขากำลังหมายปองเธอคนหนึ่งในกลุ่มรุ่นน้องกลุ่มนี้.."
เป็นที่ทราบกันดีในหมู่บ้านว่า สาววัยรุ่นส่วนใหญ่จะหมายปองหนุ่มที่สำเร็จการฝึกกล้ามมากกว่าฝึกก้าม พวกเธอคิดว่าศิษย์สำนักกล้ามนั้นล่ำและเท่กว่าสำนักก้ามเป็นไหนๆ แต่ผมเองได้คลุกคลีกับศิษย์เก่าจากทั้งสองสำนัก ก็ยังไม่เห็นความแตกต่างในเรื่องนี้สักเท่าไร

    "ก็น่าจะเป็นเช่นนั้น เขาคงตั้งใจหลอกหญิงสาวจริง เพราะจะนึกว่าฟังคำถามผิดก็มิน่าเป็นได้ เนื่องจากถามพร้อมกันทั้งสองคน" ไจเดนิยมวิเคราะห์ระหว่างฟัง
"แต่ในวันนั้นข้าก็ยังมิได้เก็บเรื่องนี้มาใส่ใจหรอกนะ"
"ถ้าเช่นนั้น คราวนี้มีอะไรเพิ่มเติมหรือ?" ผมถาม
"..ที่ข้ารู้สึกว่าชักไม่เหมาะก็เมื่อข้าแก้ตัวแทนมีแฮไปว่า วันนั้นเขาอาจฟังคำถามผิด รุ่นน้องคนหนึ่งกลับยืนยันกับข้าว่า เคยถามเขาลำพังอีกครั้งถึงเรื่องสำนักกล้าม และหนนี้เขาตอบรับเลยว่า 'ก็แนวๆ นั้น'.."
ไจเดถามย้ำ "มิใช่เพียงการสวมรอยไปตามที่ผู้ถามเข้าใจแล้ว?"
"ใช่! ข้าจึงชักคิดว่าในวันแรกหากข้าไม่อยู่ เขาอาจจะตอบ 'สำนักกล้าม' อย่างเต็มปากเต็มคำไปแล้วก็ได้"
"ข้าว่าอาจเป็นเพราะมีแฮเผลอหลอกให้รุ่นน้องเข้าใจผิดไปแล้ว จึงกลับตัวไม่ทันเสียแล้วมากกว่า.." ผมยังไม่ปักใจ "..ดูสิ เขาตอบว่า 'แนวๆ นั้น' แสดงว่าเขายังกระดากใจที่จะพูดปดออกมาตรงๆ"
ผมคิดว่านี่เป็นเพียงเรื่องที่ผู้ชายคนหนึ่งอยากจะทำประวัติให้ดีที่สุด เพื่อให้หญิงสาวที่ตนหมายปองประทับใจ ก็เท่านั้นเอง แม้มีแฮจะใช้วิธีหลอกลวงซึ่งเริ่มไม่ค่อยเข้าท่าแล้วก็ตาม
"..ท่านต้องลองฟังต่อไปก่อน แล้วจะเห็นด้วยกับข้า!" ฟายียังคงยืนยัน



-2-

    "ที่แปลกคือมันมิใช่เฉพาะมีแฮเท่านั้น ข้าเคยได้ยินมาว่า ผู้สำเร็จการฝึกจากสำนักก้ามหลายคน มักจะเที่ยวพูดกับใครๆ ว่าวิชาที่ตนฝึกแทบไม่ต่างจากการฝึกกล้ามเลย"
ผมร้อง "ได้อย่างไร.. แม้แต่ข้ายังทราบเลยว่ามันต่าง!"
"ใช่ ข้าก็เคยตรวจสอบดูแล้วพบว่าการฝึกเหมือนกันไม่เกินหนึ่งในสิบส่วน นอกนั้นเขาก็ฝึกก้ามในแบบของเขา" ไจเดยืนยันข้อมูล ไม่ทราบเหมือนกันว่าเขาไปสืบมาตั้งแต่เมื่อไร
"ถ้าเช่นนั้นเหตุใดผู้สำเร็จการฝึกก้ามจึงไม่ค่อยยอมรับสถานะของตนล่ะ.."

    คราวนี้ไจเดจึงได้โอกาสเล่าบ้าง "..ข้าว่าเป็นเพราะแทบทุกคนอยากเข้ารับการฝึกจากสำนักกล้าม แต่ท่านก็คงทราบว่าสำนักกล้ามมิอาจรับเข้าฝึกได้ทั้งหมด จึงจัดการทดสอบพื้นฐานความแข็งแรงขึ้นเพื่อคัดเลือกเด็กหนุ่มเพียงจำนวนหนึ่ง แล้วพวกที่เหลือก็ต้องรอปีถัดไปหรือไม่ก็ไปฝึกที่สำนักก้ามแทน ดังเช่นมีแฮ.." ผมฟังอย่างจดจ่อ "..แต่เด็กหนุ่มเหล่านี้ยังทำใจยอมรับมิค่อยได้ จึงหลอกตนเองว่าการฝึกก้ามก็เหมือนฝึกกล้ามนั่นแหละ!"
"ข้าเข้าใจละ คล้ายคลึงนิทานเรื่ององุ่นเปรี้ยว แบบนั้นสินะ.. แต่ที่ท่านว่ามาอาจเป็นมุมมองของท่านเพียงฝ่ายเดียวหรือเปล่า"
ฟายีรีบเสริม "ที่ไจเดเล่าดูท่าจะจริง มีแฮมักจะพูดให้ข้าได้ยินบ่อยๆ ว่าแท้จริงศิษย์สำนักกล้ามนั้นก็มิได้มีฝีมือเก่งกาจเท่าไร ความแข็งแรงก็พอๆ กันกับศิษย์สำนักก้าม.. คงด้วยความคิดเช่นนี้น่ะเอง เขาจึงกล้าบอกผู้อื่นว่าตนสำเร็จการฝึก 'แนวๆ กล้าม'.."
"แต่เขาก็คงตระหนักอยู่ในใจลึกๆ ว่าไม่เหมือน มิฉะนั้นเขาคงตอบเต็มปากเต็มคำไปแล้ว.."
คราวนี้ผมขอแสดงความเห็นในฐานะคนนอกหมู่บ้านบ้าง "ข้าว่าไม่น่ามีเรื่องแบบนี้เลยนะ เขาจะพยายามเปรียบเทียบระหว่างสำนักกันเพื่ออันใด ข้าเชื่อว่าทุกสำนักต่างก็มีดีในตัวเอง สำนักก้ามอย่างไรก็ย่อมเป็นสำนักก้าม ซึ่งก็เป็นอีกวิชาหนึ่งที่มีความสำคัญ ..จะไม่ให้มีใครในหมู่บ้านฝึกก้ามเลยหรือ ก็คงจะวุ่นวาย ใครจะมาทำงานเหล่านี้แทนได้อย่างเหมาะสมเล่า"
ไจเดและฟายีรับฟังและเหมือนจะคล้อยตามความคิดนี้ ไม่เห็นสีหน้าของพวกเขาแสดงท่ารังเกียจศิษย์สำนักก้ามเลยสักนิด ทั้งสองกลับตระหนักดีถึงความสำคัญของเขาเหล่านั้นด้วยซ้ำ

    ฟายีดึงประเด็นกลับมาที่มีแฮ "มีเรื่องตลกๆ อยู่เรื่องหนึ่ง.. พวกท่านทราบไหม มีแฮเคยกล่าวกับข้าในช่วงที่ข้าเข้ารับการฝึก 'กล้ามเทพ' ว่าในสำนักก้ามของเขาก็มีวิชา 'ก้ามเมพ' เหมือนกัน เขาบอกว่าเป็นวิชาที่เทียบเท่ากัน ศึกษาสิ่งเดียวกัน ทั้งที่ข้าดูอย่างไรก็ไม่ใกล้เคียงสักนิดนอกจากชื่อที่เลียนแบบ" เขาหัวเราะ
"หากเป็นถึงขนาดที่ท่านเล่า มันคงเป็นปัญหาระดับสำนักไปเสียแล้ว" ผมชักเป็นห่วง
"ข้าเคยได้ยินมาเลาๆ ว่ามิใช่แค่รุ่นพี่ที่ปลูกฝังความคิดเช่นนี้ให้รุ่นน้อง ผู้สอนในสำนักก้ามนั่นแหละที่เป็น 'ตัวเสี้ยม' เลย!"
"หา.. เอาขนาดนั้นเลยหรือ" ผมกับไจเดไม่อยากจะเชื่อ
"..หรือว่าผู้สอนก็เคยอยากไปสอนในสำนักกล้ามเหมือนกัน แต่ที่นั่นไม่รับ" ไจเดพูดหวังให้ฮา แต่น่าคิด
ฟายีตอบ "ก็อาจเป็นไปได้ แล้วเรื่องที่ศิษย์สำนักก้ามเชื่อว่าพวกเขาฝึกแทบไม่ต่างจากสำนักกล้ามนั้น ก็อาจมาจากปากของผู้สอนเหล่านี้แหละ.."
เรื่องราวดูเหมือนจะใหญ่โตกว่าที่คิด และเลยไปไกลเกินกว่าเรื่องของมีแฮนัก พวกเราสามคนจึงหยุดการสนทนาไว้แค่เพียงเท่านั้น แต่ผมคิดว่าต่างคนก็คงนำเรื่องเหล่านี้ไปขบคิดเป็นการบ้านต่อไป

    หากสิ่งที่เพื่อนทั้งสองเล่าปะติดปะต่อกันเป็นเช่นนั้นจริงๆ ก็แสดงว่าที่ศิษย์สำนักก้ามทำไปใช่เพียงเพื่อหวังประโยชน์ในการจีบหญิงสาวเท่านั้น ผมชักเห็นว่า ที่พวกเขาหลายคนพยายามกระทำเช่นนี้อาจเกิดจากความรู้สึกต่ำต้อยในใจลึกๆ หรือกลัวผู้อื่นจะมาดูแคลน แต่แท้จริงแล้วผมไม่เห็นว่ามีใครดูถูกพวกเขาเลย นอกจากพวกเขาดูถูกตัวเองโดยการไม่ยอมรับสิ่งที่ตนเป็น และหากผู้อื่นจะเริ่มดูถูกพวกเขาเรื่องใดจริง ก็คงเป็นเรื่องที่พวกเขาดูถูกสำนักของตัวเองนี่แหละ



-3-

เมื่อเช้านี้เอง ฟายีรีบมาเล่าเรื่องมีแฮให้ผมฟังเพิ่มเติมด้วยความตื่นเต้น

    "ขณะนี้มีแฮหางานใช้แรงงานในลักษณะเดียวกับผู้ฝึกกล้ามได้แล้ว ตอนนี้เขาจึงพูดกับทุกคนได้เต็มปากแล้วว่า 'ข้าใช้แรงงานกล้าม'.."
"เฮ้ย มีแฮยังไม่เลิกกังวลเรื่องพวกนี้อีกหรือนี่!.. แต่ถ้าเป็นได้แบบนี้ปัญหาอาจลดลงก็ได้นะ"
"มันจะมิใช่ก็ตรงที่ เพื่อนร่วมงานและนายจ้างไม่มีใครทราบเลยว่าเขาจบจากสำนักฝึกก้าม น่ะสิ!"
โห! เป็นเอามากนะนี่.. "ข้าว่าถ้าเขาสามารถทำงานนี้ได้ก็ไม่ผิดอันใด แต่ทำไมเขาต้องปิดบังเรื่องสำนักฝึกด้วย ข้าเริ่มไม่เห็นเหตุผลแล้ว" ผมสงสัย
"เพราะเขากำลังมีใจเสน่หากับสาวคนหนึ่ง ที่ทำงานในบริเวณใกล้เคียงกัน ยังไงล่ะ"
"อืม เขาจึงต้องปกปิดไม่ให้ใครสักคนรู้เลย.." ผมก้มหน้าคิดต่อ "..แต่ถ้าเขายืนกรานจะหาคู่ครองโดยหลอกลวงว่าตนเองสำเร็จจากสำนักกล้ามแบบนี้ ในอนาคตมิต้องหลอกทุกคนไปเรื่อยๆ ทั้งชีวิตเลยหรือนี่"
"นั่นสิ ข้าว่ายิ่งนานไปก็ยิ่งเฉลยความจริงได้ยาก จนแทบจะไม่สามารถเปิดเผยได้เลย" ฟายีเห็นด้วย
ผมฟังที่ฟายีพูดแล้วนึกถึงปมที่ถูกขมวดทับเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ ตลอดเวลา ถ้าเราไม่รีบแก้ให้เสร็จขณะที่มันยังน้อยอยู่ ปล่อยทิ้งไว้ถึงจุดหนึ่งอาจจะไม่มีวันแก้ได้เลย น่าแปลกที่บางคนไม่ทันเห็นว่า ถ้าวิธีแก้ปัญหานั้นสร้างปัญหาใหม่ขึ้นมา มันก็จะวนไปไม่รู้จักจบเสียที
เขาสรุป "..มีแฮน่าจะคิดได้แล้วว่า คนเรามิอาจจะวิ่งหนีเงาตัวเองให้พ้นได้"

    น่าสงสัยเหลือเกินว่าถ้าเป็นแบบนี้ไปเรื่อยๆ เขาก็คงไม่อาจเปิดเผยความจริงให้ภรรยา (ในอนาคต) ทราบได้ แล้วเขาจะต้องหลอกไปจนถึงลูกหลานในครอบครัวตนเองด้วยหรือไม่ เขาอยากหลอกทุกคนไปตลอดชีวิตเลยจริงหรือ แล้วยิ่งไปกว่านั้น หากลูกของเขาเข้าสำนักฝึกก้ามเหมือนกัน เขาจะสอนให้ลูกคิดและทำแบบเขาด้วยไหม?

    ที่น่ากลัวที่สุดก็คือ วันใดที่ภรรยาหรือลูกของเขาจับได้ว่าเขา 'ปลอมอดีต' ของตนมาโดยตลอด ถึงวันนั้นชีวิต 'แนวๆ กล้าม' ที่เขาอุตส่าห์สร้างมาอาจพังไม่เป็นท่าเลยทีเดียว

    "ท่านเคยคิดจะบอกเขาให้เข้าใจเรื่องเหล่านี้หรือไม่" ผมถามกึ่งแนะ
"ข้ามิกล้าบอกเขา เกรงว่าจะเป็นการขัดแย้งความเชื่อของเขาจนเกินไป"
"ถ้าเช่นนั้นเราสองคนไปประกาศทั่วหมู่บ้านเลยดีไหม ว่ามีแฮสำเร็จจากสำนักก้าม ปัญหาของเขาจะได้ไม่มีอีกต่อไป" ผมพูดเล่น
"..จะบ้าเรอะ ข้ามิใช่ไจเดนะ" ทั้งเขาและผมหัวเราะร่วน "นี่มันปัญหาของเราแล้ว มิใช่ของเขา ฮ่ะๆๆ"
"ตอนนี้อย่างน้อยรุ่นน้องที่รู้จักท่าน ก็ล้วนทราบเรื่องจริงเกี่ยวกับมีแฮแล้วนี่นะ"
"ใช่แล้ว.. ข้าก็รู้สึกไม่ดีอยู่เหมือนกันนะ ที่ทำให้มีแฮกลายเป็นตัวตลกในสายตาของพวกเธอ แต่ข้าจะปล่อยให้ทุกคนคิดว่าข้าช่วยเขาหลอกลวงก็คงมิได้"
ผมพอจะเข้าใจความรู้สึกของฟายี ถ้าวิธีแก้ปัญหาของคนหนึ่งกลับสร้างปัญหาให้อีกคนหนึ่ง ก็คงลำบากใจกันทั้งสองฝ่าย

    และเหมือนเขาจะนึกอะไรขึ้นมาได้ จึงเล่าต่อ
"ที่สนุกก็คือ ข้าให้รุ่นน้องคนหนึ่งแกล้งไปถามมีแฮว่า ทำไมรูปถ่ายในอดีตของเขาจึงล้วนมีฉากเป็นสำนักก้าม ราวกับเขาศึกษาอยู่ที่นั่น" ฟายีเล่าไปอมยิ้มไป "..รู้ไหม มีแฮอธิบายกับเธอว่า ในปีนั้นทางสำนักกล้ามได้ปิดซ่อมแซมสถานที่บางส่วน จึงได้ตกลงยืมใช้สถานที่จากสำนักก้ามเพื่อให้ศิษย์บางคนได้ไปศึกษาที่นั่น"
"เออ ยังไถลไปได้อีกนะ" ผมขำ
"แล้วพอรุ่นน้องแกล้งขอดูใบเกียรติบัตรของเขา เขาก็รีบชิงอธิบายล่วงหน้าทันทีว่า เนื่องจากเขาศึกษาในสถานที่ของสำนักก้าม เขาจึงได้รับใบเกียรติบัตรที่มีตราประทับจากสำนักนั้น และในปีถัดๆ มาก็เพิ่งเปลี่ยนเป็นการประทับร่วมกันทั้งสองแห่ง" ฟายีเล่ากลั้วหัวเราะ เขายืนยันว่าไม่เคยมีการประทับตราร่วมสองสำนัก ใดๆ ทั้งสิ้น
"ฮึ้ย.. นี่จะหลอกกันไปใหญ่แล้ว จากทีแรกแค่อ้อมแอ้มตอบ ตอนนี้ไปถึงขั้นต้องแต่งเรื่องโกหกขึ้นใหม่เรื่อยๆ แล้วหรือ!" ผมอยากถอนหายใจสักสามครั้งติดกัน

    "ว่าแต่ว่า ฟายี ท่านก็รู้ว่ามีแฮมีจุดอ่อนเรื่องนี้ แล้วท่านส่งรุ่นน้องไปแกล้งเขาทำไมกันนี่" ผมสงสัยเพราะปกติฟายีไม่ใช่ผู้ที่ชอบแกล้งคนอื่นเพื่อความสะใจ หากเป็นไจเดล่ะก็ว่าไปอย่าง
"ข้าแค้นใจในสิ่งที่เขาพูดเรื่องน้องชายข้า.." อ๋อ ที่แท้ก็แก้แค้นนี่เอง
"..เมื่อวันก่อนข้าไปถามมีแฮว่าพอจะแนะนำงานจ้างใดให้น้องชายข้าได้บ้าง เขาถามว่าน้องข้าจบการฝึกอะไรมา ข้าก็ตอบไปตามตรงว่าฝึกก้าม" ฟายีมีน้ำโห "..หนอย! มันทำหน้าเห็นอกเห็นใจแล้วตอบข้าว่า 'ต้องทำใจหน่อยนะ พวกฝึกก้ามมาก็หางานยากเช่นนี้แหละ!'"
"เฮ้ย.." ผมประหลาดใจ มีแฮพูดราวกับสะกดจิตให้ลืมอดีตของตนไปได้สิ้นเชิงแล้ว

"เอ๊ะหรือว่า เขาเชื่อในอดีตแบบที่แต่งขึ้นเองไปแล้วสนิทใจ!" จู่ๆ ผมก็อึ้ง

ไม่ต้องสงสัยแล้วว่าเขาจะหลอกลูกหลานไปตลอดชีวิตหรือเปล่า
ก็ขนาดหลอกตัวเองจนเข้ากระแสเลือดได้แบบนี้แล้วน่ะ.. คนอย่างงี้ก็มีด้วย!


-----------------------------------------------------------------------------------------------

      เรื่องนี้สอนให้รู้ว่า..
(1) การฝืนปิดบังสิ่งใดล้วนไม่ยั่งยืน เรื่องจริงย่อมรอการถูกเปิดเผยในสักวันหนึ่ง

(2) อดีตคือสิ่งที่เกิดขึ้นแล้ว และไม่อาจแก้ไขได้ แต่อนาคตยังเปลี่ยนได้เสมอ
แทนที่เราจะพยายามแก้อดีต หันกลับมาแก้อนาคตน่าจะง่ายกว่า


(c) 2009 Kanit M. // งานเขียนนี้มีลิขสิทธิ์ ห้ามลอกเลียนหรือนำไปเผยแพร่ซ้ำ
Note: สำหรับผู้อ่านที่เป็นสมาชิก Multiply สามารถโพสต์ความเห็นได้ที่ ลิงก์นี้ เด้อ..
นวย 16/05/2009 12:11 
เกือบลืมเลยค่ะว่านี่เป็นเรื่องแก้ปัญหาด้วยการสร้างปัญหา
ตอนแรกๆ คิดถึงแต่เรื่องเด็กสายสามัญกะเด็กอาชีวะ
็เด็กมหาลัยปิด-เปิด หรือช่าง (technician)กับวิศวกรมากกว่า
โดยเฉพาะตรงที่บอกว่าครูบาอาจารย์ก็สั่งสอนมาแบบนั้น  โห..ตรงสุดๆ

เคยได้ยินอ.ภาคโยธาเล่าให้ฟัง ว่าสายอาชีวะ(บางส่วน)
เค้าไม่ค่อยพอใจสถานภาพตัวเองนัก แถมดูถูกอาชีพตัวเองด้วย
แล้วก็ใฝ่ฝันถึงการได้เป็นวิศวกร ทั้งๆ ที่ประเทศเราไม่ได้ต้องการแต่วิศวกรซักหน่อย
แต่ก็อย่างว่าเนอะ ในสังคมบูชาเงินตราและชอบดูถูกอาชีพอื่น เค้าก็คงต้องรู้สึกกันมั่งเนอะ
ก็ใครๆ ก็ยังบูชานักการเมืองเลว ข้าราชการโฉด นักธุรกิจโกงๆ
มากกว่าคนขับรถ แม่บ้าน หรือคนกวาดถนนที่ตั้งใจทำงาน
technician เค้าจะอยากใส่หมวกวิศวกรบ้างก็คงไม่แปลก

แอบนอกเรื่องค่ะ
ตอนม.ปลาย ญาติเราพยามจะบอกว่าจะไปเรียนทำไมรัฐศาสตร์น่ะ
เสียดาย น่าจะไปเรียนหมอมากกว่า ฯลฯ
เราก็แอบเถียงเค้าในใจ ว่าอ๋อ...เก่งนักก็เรียนหมอกันเข้าไปสิ
แล้วก็มายืนกุมเป้า ครับท่านๆ ให้ผู้ว่าโง่ๆ ที่มีปัญญาเรียนแค่รัฐศาสตร์
ให้คนเก่งๆ ไปเรียนหมอ เรียนวิศวะกันให้หมด
แล้วปล่อยนักการเมืองโง่ๆ (แต่ฉลาดเรื่องหาเงินใส่กระเป๋าตัวเอง) มาปกครองบ้านเมือง
...ก้าวร้าวแต่เด็กเลยนะเนี่ย - -'
Shauฯ 18/05/2009 15:52  [ 1 ] 
เรื่องแก้ปัญหาด้วยการสร้างปัญหา เป็นประเด็นย่อยจ่ะ
(ประเด็นย่อยแบบนี้มีทุกตอน แต่ไม่เน้น ให้ผู้อ่านแต่ละคนเลือกจี๊ดเอง)
ส่วนประเด็นหลักก็คือเรื่องค่านิยมในสถาบันการศึกษาจริงๆ น่ะแหละ

แอบใบ้ให้เดาเล่น ว่าต้นแบบของเรื่องนี้คือวิศวะเคมีกับอย่างอื่น :P
(นี่เค้าเรียกใบ้หรือเฉลยฟะเนี่ย 5555)

ป.ล. งั้นเรียนหมอหรือรัฐศาสตร์ก็ไม่ดีทั้งคู่เลยอ่ะดิเนี่ย - -"
นวย 19/05/2009 00:07  [ 2 ] 
เฉลยที่มันแปลว่าฉลองใช่มั้ยอะ :P

ป.ล. เปล่าว่านะ (แก้ตัวๆๆ) ไอ้ตรงที่เถียงแบบชั่วๆ มันเน้นประชดประชันกันมากไปหน่อย
แต่จริงๆ แล้ว เรารู้สึกว่า ก็น่าจะให้คน(ที่เค้าคิดว่า)เก่งๆ ไปเรียนทุกสาขานั่นแหละ
มักอันไหน ก็เรียนอันนั้นแหละ ประเทศเราไม่ได้ก้าวหน้าด้วยหมออย่างเดียว
ครูอย่างเดียว หรือสุดยอดนักแสดงตลกตัวกลั่นอย่างเดียวนี่นา
ถนัดแบบไหน ทำอะไรได้ดี ก็ทำๆ กันไปเถอะ
แต่อย่ามาแบ่งว่าเก่งแล้วไม่ควรไปเรียนแค่เป็นครู ....อะไรอย่างเนี้ยมากกว่า
ถ้าเราไม่บ้าบอกันจนเกินเหตุ มันก็ไม่มีอาชีพไหนดีกว่าอาชีพไหนไปซะหมดหรอกมั้ง
Shauฯ 19/05/2009 10:32  [ 3 ] 
นั่นมัน เฉลิม!
(ใช้เวลานั่งคิดประมาณ 4 ชั่วโมง - -")
นวย 19/05/2009 15:58  [ 4 ] 
สามารถใส่ html tag โดยใช้เครื่องหมาย { } แทน < >      
ความเห็น : 
จาก : : รหัส
(อีเมล/เว็บไซต์) : อัพโหลดรูป/ไฟล์
ถ้าไม่มีรหัสประจำตัว กรุณาใส่ "เลขหนึ่งสี่ตัว" ด้วยครับ