0523
[4] ความสุขของเทซิ
แสดงทั้งหมด

แปลกได้ แต่อย่าแยกตอบ: 1, อ่าน: 987

-1-

เย็นวันพฤหัสที่แล้ว ใครก็ตามที่ยืนรอรถเมล์อยู่หน้าห้าง MBK ถ้าหากไม่ใจลอยหรือมัวก้มหน้าครุ่นคิดอะไรเกินไปนัก ก็จะต้องสังเกตเห็นผู้ชายคนหนึ่งซึ่งเดินไปเดินมาอยู่ตรงนั้นอย่างแน่นอน เพราะในขณะที่คนรอรถเมล์ส่วนใหญ่จะยืนหรือนั่งนิ่งๆ เขากลับเป็นคนเดียวที่สร้างความเคลื่อนไหวตลอดเวลา

และไม่ว่าใครจะคิดอย่างไร ผมก็ได้เสียมารยาทยืนสังเกตอากัปกิริยาของเขาอยู่เกือบครึ่งชั่วโมงแล้ว ถ้าดูเพียงผิวเผิน ชายคนนั้นเหมือนคนปกติมาก แต่งตัวเหมือนชาวบ้านทั่วไป ตัดผมเกรียน แลดูสะอาดสะอ้าน เพียงแต่ท่าทางการพูดของเขาดูตะกุกตะกัก ย้ำคิดย้ำทำพิกล และถ้าสังเกตปริมาณ ความถี่ และสีหน้าของคนที่เขาเข้าไปทักทายพูดคุยอะไรบางอย่างแล้ว ผมก็เดาว่าเขาคงมีสติไม่ค่อยเต็มเท่าไร

ตลอดเวลาที่ผมยืนอยู่ตรงนั้น เห็นได้ชัดว่าเขาพยายามทำตัวกลมกลืนกับคนที่มารอรถเมล์ เช่น ทำท่าเป็นถามสายรถเมล์หรือถามเวลาจากคนนั้นคนนี้อยู่ตลอด สลับกับชะโงกหน้าดูว่ารถมาหรือยัง เดี๋ยวก็นั่งและเดี๋ยวก็ยืน เขาทำหน้านิ่วคิ้วขมวดอยู่ตลอดเวลา บางจังหวะหยิบเหรียญในกระเป๋าออกมานับเหมือนคนที่เตรียมตัวจะขึ้นรถ แต่แล้วก็เก็บลงกระเป๋าเหมือนเดิม เพื่อที่จะหยิบมานับใหม่ ทำทุกอย่างซ้ำๆ วนไปเวียนมาโดยไม่ได้ขึ้นรถคันไหนสักที ดูเขาตั้งใจราวกับแสดงละคร คล้ายเขาคิดว่ามีใครกำลังมองเขาอยู่ตลอด ..ซึ่งเขาคงคิดไม่ผิดแหละ เพราะอย่างน้อยก็มีผมคนหนึ่งที่มองอยู่จริงๆ ส่วนคนอื่นที่ได้สนทนากับเขาแล้ว ต่างก็ยิ้มให้กับตัวเอง แล้วทำเป็นนิ่งๆ ไม่สบสายตา ตั้งสมาธิจดจ่อรอรถเมล์อยู่ที่จุดเดิมของตนต่อไป

สิ่งที่ชายคนนั้นแสดงออก ทำให้ผมเกิดอาการสะท้อนใจฉับพลัน คนเรายึดติดกับรูปลักษณ์และการแสดงออกภายนอกมากเกินไปแล้วหรือเปล่า? ความรู้สึกที่ว่า ถ้าเราทำอะไรไม่เหมือนที่คนทั่วไปเขาทำกัน แล้วจะถูกมองเป็นพวกแปลกแยก สังคมไม่ยอมรับ ..ก็คิดดูสิ สภาวะของชายคนนี้ทำให้เขาสามารถปลดปล่อยตัวเอง ทำอะไรอิสระได้เต็มที่ แต่เขาก็ไม่วายยังมีความกังวลเรื่องสายตาคนอื่นติดค้างอยู่ในใจ จนต้องพยายามแสดงออกให้กลมกลืนกับคนปกติ คล้ายหวังเพียงให้คนอื่นไม่มองเขาด้วยสายตารังเกียจ

ผมคิดเลยไปถึงผู้คนทั่วไป ต่างคนก็คงมีความรู้สึกแบบนี้อยู่ในใจด้วยเหมือนกัน บางคนก็มากถึงกับแสร้งแสดงออกบางอย่าง เพื่อให้ตนเป็นที่ยอมรับในสายตาคนอื่น หรือพูดให้ชัดกว่านั้น เพื่อให้ตนหายกังวลว่าผู้อื่นจะมองด้วยสายตาดูแคลนต่างหาก ซึ่งก็คงไม่ต่างอะไรนักจากสิ่งที่ชายคนนี้ทำ แต่ตนเองอาจไม่ทันคิดว่า ท้ายที่สุดก็อาจไม่ช่วยอะไร สายตาที่คนอื่นมองมาอาจมีความรู้สึกไม่ต่างจากตอนมองชายคนนี้เท่าไร..

บางทีถ้าคนเรายอมรับสภาวะของตนเอง อาจไม่เสียโอกาสในการปลดปล่อยชีวิตให้ได้มีอิสระบ้าง


-2-

ผมเปลี่ยนใจไม่ขึ้นรถเมล์กลับบ้านตามแผนเดิม แต่ตัดสินใจเดินไปและไปเดินเตร็ดเตร่แถวบางรักแทน เหตุที่ต้องอาศัยการเดินก็เพราะรถติดมากผิดปกติทั้งสองฝั่งถนน เมื่อเดินไปถึงแยกสามย่านก็ยิ่งแปลกใจใหญ่ เพราะไม่เคยเห็นสภาพการจราจรที่รถจอดนิ่ง แน่น และเต็มทุกด้านของสี่แยกนี้มาก่อนเลย ..และที่แปลกใจที่สุดของวัน คือรถเมล์สาย 77 ที่ผมโดยสารจากบางรัก หมายจะกลับบ้านที่ประตูน้ำในยามดึกนั้น ไม่ยอมมาส่งถึงที่หมาย กระเป๋าขออภัยว่าวันนี้รถเข้าไปตรงนั้นไม่ได้ มาส่งได้เพียงหน้าเวิร์ลเทรดแล้วก็จะกลับรถเลย นั่นคือตัดระยะการวิ่งรับส่งผู้โดยสารให้เหลือเพียงสั้นๆ เท่านั้น ผมนึกแปลกใจว่าเกิดอะไรขึ้นการจราจรถึงติดขัดได้เพียงนี้ นี่มันตั้ง 4 ทุ่มแล้วนะ!

ลงรถเพื่อเดินต่อ จึงได้ยินผู้คนแถวนั้นคุยกันอย่างกว้างขวาง ว่าขณะนี้ม็อบเสื้อแดงกำลังสร้างความเดือดร้อนให้ประชาชน โดยกระทำการอุกอาจไปปิดการจราจรที่อนุสาวรีย์ชัยฯ และอาจมีจุดอื่นอีกหลายแยก ระบบขนส่งมวลชนจึงต้องปรับเส้นทางกันใหม่ พอผมได้เข้าใจสาเหตุแล้วก็เลยไม่พ้นต้องเดินคิดเรื่องม็อบเสื้อแดงจนถึงบ้าน

นักเขียน/คอลัมนิสต์/นักวิชาการ แทบทุกคนที่ผมนับถือ ล้วนประนามการกระทำของอดีตนายกฯ ทักษิณ ทั้งในขณะเป็นนายกและหลังถูกรัฐประหาร ทำให้ผมค่อนข้างเชื่อว่าเขาทำความผิดไว้จริงๆ และที่เห็นชัดๆ คือเป็นนักโทษหนีคุกจริงๆ ดังนั้นการโฟนอินมาปลุกปั่น ยั่วยุ ให้คนเสื้อแดงก่อความไม่สงบต่อประเทศชาติเนี่ย ยิ่งถือว่าเป็นสิ่งชั่วร้ายเลยทีเดียว ถ้าว่ากันตรงๆ ผมไม่ชอบกลุ่มเสื้อแดงที่ได้เห็นในทีวีเอาเสียเลย (กลุ่มที่เวลาอดีตผู้นำพูดเว้นวรรคทีหนึ่ง ก็ต้องกรี๊ดกร๊าดปรบมือ และชูตีนตบขึ้นมาตบมอบให้ทีหนึ่ง) เพราะรู้สึกว่าถูกยุยงเป่าหูได้ง่ายเกินไป ท่านอดีตนายกฯ เคยพูดว่าฝรั่งไม่ใช่พ่อ ยูเอ็นไม่ใช่พ่อ แต่ทำไมคนเหล่านี้ถึงทำเหมือนทักษิณเป็นพ่อ? ยอมรับว่าเห็นภาพข่าวทีไรก็ให้บันดาลโทสะเหลือเกิน แค่นี้ถ้ายังเชื่อมันก็ไม่รู้จะด่ากันยังไงแล้ว (และผมเชื่ออีกอย่างว่า คนส่วนมากในประเทศไม่ได้เชียร์เสื้อแดงอย่างที่แกนนำชอบอวดอ้างแน่ๆ จึงขออภัยที่อาจมีคนดูทีวีแล้วด่าเสื้อแดงอยู่ในใจเป็นจำนวนไม่น้อย)

หรือถ้าหากมีคนไปร่วมชุมนุมด้วยใจรักประชาธิปไตยจริงๆ อย่างน้อยก็น่าจะสงสัยบ้างว่าแกนนำมันอาจไม่ได้ทำเพื่อประชาธิปไตยอย่างที่เรียกร้อง อาจจะทำเพื่อผลประโยชน์ส่วนตัวก็ได้ ดังนั้นถ้าอยากเรียกร้องประชาธิปไตยอย่างแท้จริง ผมว่าถ้าไม่ต้องไปพึ่งคนมีคดีติดตัว แล้วออกมาจัดกลุ่มใหม่ให้ใสสะอาด น่าจะดูดีกว่า..

เมื่อได้เห็นภาพข่าวชาวสาทรโห่ร้องขับไล่พวกเสื้อแดง ที่เอาแท็กซี่ไปปิดการจราจรที่สี่แยก ก็น่าสงสัยอยู่เหมือนกันว่า อะไรที่ทำให้พวกก่อความไม่สงบไม่สนใจฟังคนอื่น ไม่ลองฟังว่าเหตุใดคนถึงไม่ชอบเสื้อแดง ไม่ชอบทักษิณ ทั้งที่ถ้ายอมฟังเหตุผลกันหน่อยก็อาจจะฉุกคิดอะไรบางอย่างเพิ่มขึ้นบ้าง และผมเองเชื่อว่าคนทั่วไปน่าจะอยากฟังเหตุผลของทั้งสองฝ่าย (เหลือง-แดง) เพราะอยากรู้ว่าแต่ละฝ่ายมีเหตุผลอะไรที่มาชุมนุมประท้วงและสร้างความเสียหายให้ประเทศ ..แต่คำตอบผมที่คิดได้ก็คือ คนส่วนใหญ่ที่ขลุกอยู่ในม็อบต่างจากคนทั่วไป มุมมองจากตรงนั้นเขาย่อมเห็นแค่ฝั่งตัวเองถูกเสมออยู่แล้ว แถมผู้นำม็อบยังคอยตีข่าวปลุกเร้าความโกรธอยู่ตลอดเวลาอีกก็ยิ่งไถลไปกันใหญ่

แล้วทำไมในเวลานอก ปราศจากการชุมนุม กองเชียร์เสื้อแดงกับประชาชนทั่วไปจึงสื่อสารแลกเปลี่ยนความเห็นกันโดยตรงไม่ได้? คำตอบคือ ไม่ใช่ไม่ได้ แต่ไม่ทำต่างหาก! ..ด้วยความที่ปัญญาชนชาวกรุงหลายคนก็เพียรดูถูกคนจน หาว่าโง่เง่า ไร้การศึกษา จูงจมูกได้ง่าย ไม่อยากไปคลุกคลีพูดคุยด้วย (ซึ่งเป็นความคิดที่แย่มาก) ส่วนพวกชาวบ้านเสื้อแดงหลายคนก็คิดแต่ว่าพวกตนแปลกแยก ชนชั้นกลางไม่ยอมรับ ไร้ศักดิ์ศรี (และมีแต่ทักษิณเท่านั้นที่เห็นหัวพวกตู) ก็เลยยิ่งไม่อยากยุ่งกับพวกคนกรุง แล้วหันมาใช้วิธีแก้แค้นแบบที่ทำอยู่นี่แทน.. สุดท้ายแล้วความแตกแยกในสังคมย่อมดำเนินไปแบบนี้ไม่มีวันจบ ถ้าเราไม่จัดการล้างความรู้สึกเหล่านี้ออกไปจากทั้งสองกลุ่มก่อน แล้วก็ให้ความรู้ทุกคนอย่างทั่วถึงเท่าเทียมกัน ให้รู้จักคิดและแยกแยะชั่วดีเองอย่างมีเหตุมีผล

คนเสื้อแดงอาจด่าผม (และคนที่คิดอย่างผม) อยู่ในใจว่าไม่รู้จริงอย่ามาพูดดีกว่า ตรงจุดนี้ผมก็เริ่มเบื่อเช่นกัน เมื่อไรหนอที่ทุกกลุ่มจะเลิกคิดไปว่าตัวเองเจ๋ง รู้อะไรลึกซึ้ง รู้สิ่งที่คนอื่นไม่รู้ และเป็นฮีโร่ที่คอยช่วยประเทศชาติอยู่สักที สิ่งที่หลายคนคิดว่าตัวเองรู้ดีกว่าคนอื่น มันอาจเป็นสิ่งที่ "แล้วไงวะ?" กับอีกหลายคนก็ได้.. ผมประกาศเจตนารมณ์เลยแล้วกัน เอาล่ะ สมมติว่าสิ่งที่เสื้อแดงพูดทุกอย่างเป็นความจริง (คือชนชั้นขุนนางชอบเข้าแทรกแซงการเมือง จัดตั้งรัฐบาลตามใจชอบ รวมถึงข่าวนินทาไปถึงเบื้องสูงกว่านั้น) ผมก็ยังยินดีจะอยู่ในประเทศไทยแบบเดิมๆ นี้ต่อไป ชาวไทยเราก็อยู่กันมาแบบสงบเรียบร้อยดี และสบายกว่าอีกหลายประเทศมาช้านาน เพียงเท่านี้ก็ดีมากอยู่แล้ว ผมไม่เห็นว่าคนธรรมดาอย่างเราๆ จำเป็นต้องไปดิ้นเร่าๆ อยากจะเปลี่ยนแปลงการปกครองเลย ในเมื่อคนเราก็มีชีวิตอยู่กันคนละแค่ไม่นาน จะเรียกร้องถึงขั้นอุดมคติกันเลยเชียวหรือ เอาแบบไทยๆ รสชาติอันคุ้นเคยแล้วประเทศเดินต่อไปได้ ดีกว่าไหม

เปรียบกับสิ่งของเครื่องใช้ของเรา ถ้ามันเสียก็ต้องจัดการซ่อม แต่อะไรที่มันยังไม่เสียเราก็ไม่ควรไปงัดแงะไปซ่อมมัน เพราะทุกอย่างอาจวุ่นวายและพังยิ่งกว่าเดิมได้ (อย่างที่เห็นๆ กันอยู่) ..มองในเรื่องความขัดแย้งของคนกลุ่มใหญ่ในประเทศ ความคิดของผมอาจจะคล้ายคนที่พูดว่า “ประเทศเราอยู่กันมาดีๆ อยู่แล้ว ไม่ได้บังคับให้คนที่ไม่ชอบต้องอยู่ในประเทศนี้นี่หว่า” แต่ผมก็ไม่เห็นด้วยกับคำกล่าวนั้นนัก เพราะมันรุนแรงเกินไป ผมว่าความคิดของคนเราเปลี่ยนแปลงได้ไม่ยากเลย ถ้าได้ถกเถียงกันอย่างจริงใจ และถ้าทุกคนยอมฟังคนอื่น สมานฉันท์ก็เกิดขึ้นได้จริง..

ขยายความอีกนิดว่า ถ้ามีสิ่งไม่ชอบธรรมเกิดขึ้นกับตนเองหรือคนคุ้นเคย อันนี้เป็นใครก็ย่อมต้องเรียกร้อง แต่ถ้าเป็นเรื่องที่ไกลตัวเกินไป และยังมีความเสี่ยงที่จะทำให้เกิดปัญหาในสังคม ก็ควรต้องคิดใหม่ดีๆ ก่อน หรือทำแบบประนีประนอมที่สุด ผมเชื่อว่าหากวันดีคืนดีทุกคนมองคล้ายๆ แบบนี้ อย่างน้อยก็ประกันได้ว่าจะไม่เกิดความรุนแรง ..ผมไม่ว่าพวก ส.ส. ที่มีลุ้นจะได้เป็นรัฐบาลเลย พวกเขาย่อมคิดอยากเปลี่ยนแปลงระบบที่เห็นว่าไม่แฟร์อยู่แล้ว นั่นมันเรื่องใกล้ตัวของเขา ผลประโยชน์ของเขาเต็มๆ แต่ผมก็คิดว่ามันไม่ใช่ธุระของเราที่จะต้องไปเป็นเบี้ยช่วยเขาเช่นกัน ลำพังเรื่องของประชาชนอย่างเราๆ ก็มีให้ทำเยอะจนจะไม่ทันเวลาอยู่แล้ว


-3-

ระหว่างชายที่ป้ายรถเมล์คนนั้น กับกลุ่มคนเสื้อแดงที่มาทำความเดือดร้อนให้คนอื่น ความเหมือนที่แตกต่างและน่ายกมาเปรียบกันก็คือ “ความรู้สึกแปลกแยก”

ในเชิงกายภาพ ชายคนนั้นถือว่าแปลกแยกจากคนทั่วไป เพราะเขามีสติไม่สมประกอบ แต่เขาก็ยังพยายามทำตัวกลมกลืน ไม่ให้แปลกแยกจากคนอื่น แล้วก็ได้ผลตอบรับที่ดีซะด้วย เพราะไม่มีใครทำท่ารังเกียจหรือถอยหนีเขาเหมือนเวลาเห็นคนเสียสติคนอื่นเลย มีแต่ยิ้มๆ ขำๆ ขนาดรู้ว่าเขานั่งอยู่ข้างๆ ก็ยังไม่มีใครลุกหนี เต็มที่ที่สุดก็แค่เบือนหน้าไปทางอื่นเพราะกลัวถูกถามอีกก็เท่านั้น.. ส่วนคนเสื้อแดงที่ก่อเหตุในวันนี้นี่สิ ร่างกายไม่มีอะไรแปลกแตกต่างจากคนอื่นๆ เลย แต่ก็ยังพยายามก่อความรู้สึกแปลกแยกให้เกิดขึ้นในใจตัวเองตลอดเวลา และนอกจากจะกอดยึดความแปลกแยกไว้กับตัวไม่ให้ไปไหนแล้ว ยังจะขยันสร้างความเดือดร้อนให้คนอื่นอีก ไม่รู้ว่าต้องการอะไรกันนักหนา

ที่รู้ๆ ถ้าตัดสินจากปริมาณความรังเกียจที่ประชาชนยินดีมอบให้แล้วล่ะก็ งานนี้พวกเสื้อแดงทิ้งห่างชายสติไม่เต็มคนนั้นอย่างไม่เห็นฝุ่นเลยทีเดียว!
นวย 17/04/2009 19:45 
เห็นด้วยในหลายประเด็นค่ะ (แต่ตอนนี้ขี้เกียจ) แต่อ่านแล้วแอบอยากเล่าค่ะ

ตอนไปเที่ยวในม็อบเสื้อเหลือง (สมัยทักกี้ยังอยู่+ยังได้ดูงิ้วกันหลายยก) ตรงมัฆวาน ก็รู้สึกเหมือนกันนะว่า 'พูดอะไรวะ ฟังดูไม่ค่อยเข้าท่าเลย' คือ..คนพูด (ไม่รู้จัก แต่ไม่ใช่ 5-6 คนที่ดังๆ) ก็พูดเรื่องความชั่วช้าเลวทรามของอดีตนายกนักโทษหนีคดี คนฟังก็เฮๆๆ กันไป

แต่หลายๆ คำหรือบางประเด็น ฟังแล้วก็ยังแบบ...ใช่หรอ มันแหม่งๆ นะ เหมือน logic มันไม่ค่อยได้เท่าไหร่ เลยรู้สึกไม่ค่อยมีส่วนร่วมกับม็อบไหนๆ ถึงจะพอเข้าใจว่ามาชุมนุม เค้าก็ต้องปลุกระดมหรือทำให้คนฟังมีส่วนร่วม/รู้สึกถึงพริกถึงขิง ไม่งั้นคงจะหนีกลับไปดูละครหลังข่าวที่บ้านกันหมด (แต่ว่า..ไม่ต้องสงสัยเลยว่า ม็อบเสื้อแดง ไม่ว่าจะยุคไหนสมัยไหน logic ที่ใช้ยิ่งห่วยแตกกว่ากันหลายเท่า ห่วยขนาดที่ว่าไม่สามารถทนฟังนานๆ ได้ เพราะหงุดหงิดกับวิธีคิดเค้าเหลือเกิน nonsense มาก)

อีกเรื่อง... อย่าว่าแต่แกนนำไม่ยอมสมานฉันท์เลย
ถามเราตรงๆ ว่าเราเปิดใจคุยกับเสื้อแดงอย่างไม่มีอคติได้มั้ย เราก็ยังไม่แน่ใจเลยว่าเราทำได้ :P

เจอชุมนุมไม่เข้าท่าแบบนี้ทีไร คิดถึงเรื่อง 'ต่อให้ทุกคนเป็นคนดี สุดท้ายก็จะมีเทพพันธุ์ก้าวร้าว' ของอ.ไชยันต์ทุกทีเลย
Shauฯ 20/04/2009 17:25  [ 1 ] 
สามารถใส่ html tag โดยใช้เครื่องหมาย { } แทน < >      
ความเห็น : 
จาก : : รหัส
(อีเมล/เว็บไซต์) : อัพโหลดรูป/ไฟล์
ถ้าไม่มีรหัสประจำตัว กรุณาใส่ "เลขหนึ่งสี่ตัว" ด้วยครับ