0517
บัตรดล บัตรเดี๋ยวนี้
แสดงทั้งหมด

[2] มิสเตอร์แม้นเตะไม่กลิ้งตอบ: 4, อ่าน: 1005

ห มู่ บ้ า น เ ส มื อ น   ต อ น ที่  2

      ถึงแม้หมู่บ้านแห่งนี้จะไม่ค่อยพัฒนาไปในทิศเดียวกับกระแสสังคมโลก แต่อย่างน้อยที่นี่ก็ยังมีสิ่งที่ดูใกล้เคียงกับสังคมอื่นๆ ที่พวกเราคุ้นเคย นั่นก็คือกีฬาประจำหมู่บ้านที่มีชื่อว่า 'เตะกลิ้ง' เพราะมันช่างมีรูปแบบการเล่นและกติกาคล้ายคลึงกับ 'ฟุตบอล' จนแทบหาที่ต่างไม่ได้ ก็ไม่รู้เหมือนกันว่าใครลอกใคร แต่ที่รู้คือผู้คนภายนอกแทบไม่รู้จัก 'เตะกลิ้ง' พอๆ กับผู้คนที่นี่ไม่รู้จัก 'ฟุตบอล' ..อย่างดีที่สุดชาวบ้านก็แค่เคยได้ยินเลาๆ จากนักท่องเที่ยวที่มาเยือนเท่านั้นเอง และถึงอย่างไรผู้คนที่นี่ก็ไม่คิดว่าจะต้องเปลี่ยนแปลงอะไร เพราะว่าของเดิมก็สนุกดีอยู่แล้ว แถมยังเป็นอีกหนึ่งภูมิปัญญาที่สั่งสมมาจากอดีตด้วย ก็คงอย่างที่พีอาเคยบอกผมว่า "ไม่มีความจำเป็นอะไรนี่นา ที่การเล่นกีฬาเพื่อการพักผ่อนของคนที่นี่จะต้องไปทำตามกฎของแฟซ่า.." พีอาคงจะหมายถึงฟีฟ่านั่นแหละ ซึ่งผมเองก็เห็นจริงตามนั้นอยู่ไม่น้อย

      ถ้าเราจะเทียบเคียงการเล่นกีฬาของที่นี่กับการแข่งฟุตบอลในกีฬาสี ก็คงจะเห็นภาพได้ชัดเจนยิ่งขึ้น ชาวบ้านที่นี่เล่นกีฬาเป็นอย่างเดียวคือเตะกลิ้ง และหมู่บ้านนี้ก็มีทีมภายในหมู่บ้านอยู่เพียงสองทีม คือทีมสีฟ้าและทีมสีแดง ทั้งนักเตะและกองเชียร์ของทีมสีฟ้าล้วนมาจากฝั่งใต้ของหมู่บ้าน ขณะที่ทีมสีแดงก็มาจากฝั่งเหนือ.. ทุกปีจะมีการแข่งขันเตะกลิ้งครั้งใหญ่ของหมู่บ้าน ทั้งที่มีแค่สองทีมนี่แหละ โดยจัดแข่งที่สนามหญ้าของสำนักฟิตกล้ามแห่งหนึ่งใจกลางหมู่บ้าน ซึ่งเป็นลานอเนกประสงค์ที่ชาวบ้านผลัดกันมาทำกิจกรรมต่างๆ เป็นประจำอยู่แล้ว

      ทั้งสองทีมนี้มีฝีเท้าใกล้เคียงกัน จึงผลัดกันแพ้ผลัดกันชนะมาตั้งแต่อดีต โดยสถิติของทีมสีฟ้าจะดีกว่าทีมสีแดงอยู่เล็กน้อย ถ้าจะบอกว่าเป็นเพราะความเก๋าเกมของทีมที่ก่อตั้งมายาวนานกว่า ก็คงไม่ผิดนัก แต่เมื่อเวลายิ่งผ่านมาเรื่อยๆ ทีมสีแดงที่เป็นทีมคนรุ่นใหม่ ก็ชักทำสถิติสูสีทีมสีฟ้ายิ่งขึ้นทุกทีๆ เป็นที่น่าหวั่นใจแก่ทีมสูงวัยยิ่งนัก

      จนกระทั่งเมื่อทีมสีแดงได้ผู้จัดการทีมคนใหม่ไฟแรงมาจากนอกหมู่บ้าน เรื่องราวบางอย่างจึงได้เกิดขึ้นในวงการเตะกลิ้ง.. ผู้จัดการทีมคนนี้อ้างว่าเขามาจากประเทศอังกฤษ ซึ่งเป็นต้นตำรับของกีฬาฟุตบอล หรือที่เรียกว่าซอคเกอร์ ดังนั้นการมาของเขาย่อมเป็นที่คาดหวังว่าจะช่วยยกระดับมาตรฐานวงการเตะกลิ้งของหมู่บ้าน และที่สำคัญ ทีมสีแดงก็เชื่อมั่นว่าเขาคนนี้แหละจะเป็นผู้พาทีมให้ชนะขาดตลอดกาลด้วย ซึ่งแน่นอนว่าทีมสีฟ้าคงไม่คิดอย่างนั้น..

      อ้อ! ลืมบอกไปว่าผู้จัดการทีมสีแดงคนใหม่ พระเอกของเราในวันนี้ เขาชื่อ 'เคน ทักกี้' แต่ด้วยความที่ชาวบ้านที่นี่พูดคำอังกฤษไม่ถนัด ทีมสีแดงจึงตั้งชื่อเล่นให้เขาใหม่ ตามชื่อเมืองที่เขาจากมา ว่ามิสเตอร์ 'แม้น' ..ใช่แล้ว! เมืองที่เขาอ้างว่าเคยอาศัยอยู่มาก่อนคือ แมนเชสเตอร์ หนึ่งในเมืองที่แฟนฟุตบอลรู้จักกันมากที่สุดของโลกนั่นเอง

      ความคาดหวังของทีมสีแดงดูมีเค้าว่าจะเป็นจริงขึ้นมาได้ เพราะทันทีที่เปิดตัว มร.แม้น ผู้จัดการทีมคนใหม่ ที่มาพร้อมสโลแกน 'ฟิตใหม่ เชียร์ใหม่' (ซึ่งหมายถึงถ้านักกีฬาหันมาตั้งใจฟิตซ้อมกันให้ดีๆ เล่นให้สนุก เดี๋ยวกองเชียร์ก็จะหันมาเชียร์เอง) ก็ทำให้เกิดปรากฏการณ์แม้นฟีเวอร์ขึ้นในหมู่บ้านแทบจะทันที โดยเฉพาะชาวบ้านฝั่งเหนือซึ่งเป็นถิ่นพำนักของทีมสีแดง ถึงกับหลั่งไหลกันไปเชียร์ทีมโปรด อย่างที่กีฬาเตะกลิ้งไม่เคยบูมขนาดนี้มาก่อนในประวัติศาสตร์หมู่บ้าน ..และแน่นอนว่าเมื่อทีมมีกองเชียร์เยอะ เงินอัดฉีดนักกีฬาซึ่งได้มาจากบรรดากองเชียร์ก็เยอะตามไปด้วย นักกีฬาของทีมก็จะยิ่งเล่นได้ดีกว่าเดิมขึ้นไปอีก สรุปว่าในปีนั้นตำแหน่งแชมป์เตะกลิ้งจึงตกเป็นของทีมสีแดง ด้วยฟอร์มการเล่นแบบห่างชั้นกับทีมสีฟ้าเลยทีเดียว

      เรื่องไม่ชอบมาพากลมันเริ่มขึ้นในปีถัดมา เมื่อฟอร์มของ มร.แม้น ในการเป็นจ่าฝูงทีมสีแดงกำลังพุ่งถึงขีดสุด และเหมือนเขาจะไม่รู้ว่าสิ่งที่เขาทำนั้นก่อให้เกิดผลบางอย่างขึ้นลึกๆ และมองไม่เห็นด้วยตาเปล่า ขณะที่ชาวบ้านบางกลุ่มเชียร์ทีมสีแดงอย่างสนุกสนาน ก็ มีชาวบ้านอีกกลุ่มตั้งข้อสังเกตขึ้นมาว่า มร.แม้น เป็นคนพูดจาโผงผาง และมีความมุทะลุดุดันมากเกินไป การเล่นกีฬาเป็นการพักผ่อน ไม่ควรสร้างความเครียดเช่นนี้.. ผู้คนในหมู่บ้านจึงเริ่มจะแตกความคิดออกไปเป็นสองพวก คือพวกที่ชอบและไม่ชอบ มร.แม้น และที่สำคัญไปกว่านั้นคือเริ่มจะมีประเด็นข่าวแปลกๆ บางอย่าง ผุดขึ้นมาในหมู่ชาวบ้านด้วย

      ใจกลางหมู่บ้านแห่งนี้มีร้านกาแฟอยู่ร้านหนึ่ง เจ้าของเป็นคนแก่หน้ากลมๆ ผมสีขาวเกรียนๆ ที่ชื่ออาแป แกชอบคล้องผ้าเช็ดหน้าผืนโตไว้ที่คออยู่ตลอดเวลา เอาไว้ซับเหงื่อจากการที่ต้องยืนอยู่หน้าหม้อต้มน้ำแทบทั้งวัน อาแปเปิดร้านกาแฟเพื่อให้ชาวบ้านมาแลกเปลี่ยนความเห็นและข่าวสารภายในหมู่บ้าน ทุกวันจะมีผู้คนแวะเวียนมาพบปะพูดคุยกันอยู่ไม่ขาด ทั้งที่สั่งกาแฟก็มีพอควร แต่ที่มาคุยเพียงอย่างเดียวก็เยอะ ธุรกิจของอาแปจึงไม่ได้มีกำไรดีเท่าที่ควร แต่อาแปก็พอใจให้เป็นแบบนี้

      วันหนึ่งผมผ่านไปแถวนั้นและได้แวะนั่งพักที่ร้านอาแปพอดี จึงได้ยินชาวบ้านคุยกันถึงเรื่องแปลกๆ เกี่ยวกับ มร.แม้น
"นี่ท่าน ข่าวลือที่ว่า มร.แม้นเป็นผู้ดีกำมะลอนั้น จริงเท็จประการใดท่านรู้หรือไม่.."
"ข่าวลือว่าเช่นไรหรือ..?" อาแปเดินเข้าไปร่วมสนทนาด้วย ตามประสาเจ้าของร้านที่ดี
"ก็ข่าวที่ว่า แท้จริงแล้ว มร.แม้น ไม่ได้มาจากอังกฤษจริง แต่เป็นชาวบ้านแถวหมู่บ้านเรานี่แหละ"
"โอ้.. จริงเสียยิ่งกว่าจริงอีก ข้าจะบอกให้! ข้านี่ได้ฟังมาจากคนในทีมสีแดงกับหูตนเองเลยล่ะ" ชาวบ้านคนหนึ่งแสดงตนเป็นคนวงใน
อาแปสงสัย "อ้าว แล้วท่านคิดว่า มร.แม้น จะกุประวัติของตัวเองขึ้นมาเพื่ออะไรกัน?
ในเมื่อข้าก็เห็นเขาทำประโยชน์ให้กับวงการเตะกลิ้งตั้งมากมาย"

      'คนวงใน' คนนั้นพูดเบาลง ทำเหมือนซุบซิบ ผมจึงยิ่งเงี่ยหูฟังใกล้เขาไปอีก
"ท่านรู้ไหม มร.แม้นน่ะเป็นคนเจ้าเล่ห์ติดตัวมาตั้งแต่เด็ก และตอนนี้เขาคิดการใหญ่ว่าจะมาพลิกวงการเตะกลิ้ง.."
"ก็ดีน่ะสิ ที่เขาทำอยู่นี่ก็ช่วยพัฒนาให้หมู่บ้านเรามีความเป็น 'สากล' มากขึ้นตั้งเยอะมิใช่หรือ"
"นี่อาแป ฟังให้จบก่อนสิท่าน.. มร.แม้น มิใช่คนดีอย่างที่ท่านทั้งหลายเข้าใจหรอกนะ
ข้ารู้มาว่า เขาพยายามจะแก้กติกาเตะกลิ้งอย่างไม่ยุติธรรม เพื่อให้ทีมตัวเองได้เปรียบ!"

      "ใช่ๆ ข้าก็รู้สึกว่าทีมสีฟ้ามิได้ไร้ฝีมือเช่นนั้น หากมิเป็นเพราะเสียเปรียบแล้วก็ไม่มีเหตุผลใดให้ข้าเชื่อได้อีก"
"หวา.. ถ้าเป็นแบบนั้นก็แย่สิ" อาแปอุทานด้วยความตกใจ
"อาแปเคยสังเกตหรือไม่ หลายสิ่งในกีฬาเตะกลิ้งที่ มร.แม้น บอกว่าปรับเปลี่ยนไปตามแบบแผนของอังกฤษน่ะ แท้จริงแล้วพวกเราก็ไม่รู้ว่าเป็นจริงอย่างที่ว่าสักแค่ไหน และเท่าที่เห็นนะ ข้าว่ายิ่งเปลี่ยนเท่าไหร่ ทีมสีแดงก็ยิ่งได้เปรียบมากขึ้นเท่านั้นเสียด้วย.."
"ใช่ ข้าก็เห็นอยู่เหมือนกันว่าทีมสีแดงกินอยู่ดีขึ้นตลอดมา" ชาวบ้านคนหนึ่งรีบสนับสนุน
"แล้วมิใช่เพียงเท่านั้น.. มร.แม้น ยังกล่อมให้พี่น้องทางฝั่งเหนือของหมู่บ้านเรา หลงเขาหัวปักหัวปำเข้าไปใหญ่แล้ว ตอนนี้เขากลายเป็นพระเจ้าที่ทำอะไรก็ดีไปหมด ไม่มีใครสามารถวิพากษ์วิจารณ์เขาในที่แจ้งได้อีกต่อไปแล้ว"
"ข้าก็ยังไม่เข้าใจ ว่าเขาจะเข้ามาในหมู่บ้านเรา แล้วก็แก้กติกาให้ทีมสีแดงได้เปรียบ เพื่อประโยชน์อันใด?"
"..เขาก็จะได้ยักเงินสนับสนุนจากกองเชียร์ทีมสีแดง ที่ตอนนี้มีเพิ่มขึ้นมากมายยังไงล่ะ"

      พูดมาถึงตรงนี้ ชาวบ้านหลายคนในวงสนทนาก็ส่งเสียงพึมพำกันเซ็งแซ่ ต่างคนก็ต่างความคิด พอจับใจความได้ว่ามีหลายคนเริ่มจะเห็นจริงตามสิ่งที่คนวงในคนนั้นพูด แต่อีกหลายคนก็รู้สึกไม่พอใจกับการพูดใส่ความ มร.แม้น ทั้งที่ไม่มีหลักฐานเป็นชิ้นเป็นอัน หลายคนยังสับสนระหว่างข่าวใหม่กับสิ่งที่ตนเองเคยเห็น เพราะถ้าไม่นับความมุทะลุแล้ว มร.แม้น วางตัวได้ดีมาก เมืองที่เขาจากมาก็มีทีมฟุตบอลที่เขาเป็นผู้ก่อตั้งถึงสองทีม คือแม้นยู กับแม้นซิตี้.. แถมเขายังเคยบอกว่าถ้าใครเคยได้ยินชื่อ 'ทักกี้ & ซึบาสะ' ล่ะก็ จะรู้ว่าเขาเป็นบุคคลสำคัญในวงการฟุตบอลขนาดไหน เพราะซึบาสะเป็นถึงเจ้าหนูนักเตะในตำนานเลยทีเดียว

      บางคนก็หันไปแสดงความคิดเห็นกับผู้อื่นว่า ถึงแม้ มร.แม้น จะยักเงินของทีมไปเป็นของส่วนตนเยอะหน่อย แต่ก็สร้างความเปลี่ยนแปลงให้วงการเตะกลิ้งไว้เยอะ ก็ถือว่าดีกว่าผู้จัดการทีมคนอื่นๆ ที่อาจจะยักนิดหน่อยหรือไม่ยักเลย แต่ก็ไม่ได้สร้างความเปลี่ยนแปลงอะไรสักนิดเลยเช่นกัน.. เรื่องนี้ผมฟังแล้วคิดว่าเป็นตรรกะที่ค่อนข้างประหลาดทีเดียว

      ถึงที่สุดแล้ว ก่อนที่ชาวบ้านกลุ่มนี้จะแตกคอกันเป็นสองฝ่ายเสียก่อน ก็ได้ข้อสรุปร่วมกันว่า ถึงแม้ มร.แม้น จะเป็นคนที่สามารถนำทีมเตะกลิ้งได้อย่างมีประสิทธิภาพ หรือจะเปลี่ยนแปลงวงการไว้อย่างไรก็ตาม แต่เมื่อคิดถึงผลที่หมู่บ้านจะได้รับในระยะยาว มันไม่คุ้มกัน ทั้งนี้ยังไม่ต้องคิดไปถึงเรื่องความซื่อสัตย์ เพราะยังพิสูจน์ไม่ได้ว่าจริงเท็จแค่ไหน เอาแค่มองสภาพหมู่บ้านก่อนที่ มร.แม้น จะโผล่มา เทียบกับสภาพในปัจจุบัน พวกเขาก็ทนไม่ได้แล้วล่ะ ที่ความเป็น 'สากล' ตามที่ มร.แม้น ชอบกล่าวถึงบ่อยๆ ต้องแลกกับความสามัคคีของคนในหมู่บ้านที่กำลังค่อยๆ เลือนหายไป.. ดูสิ ลำพังแค่พรรคพวกคุยกันยังเกือบจะทะเลาะกันขนาดนี้ แล้วถ้ามองไปกว้างๆ ในหมู่บ้านคงยิ่งน่าหวั่นใจพิลึก

      แต่ครั้นจะไปนั่งอธิบายให้ชาวบ้านเข้าใจว่าตัวตนของ มร.แม้น มีผลกระทบต่อความสามัคคีของหมู่บ้านอย่างไร ก็คงจะป่วยการ แถมชาวบ้านส่วนหนึ่งก็รัก มร.แม้น อย่างบริสุทธิ์ใจไปแล้วด้วย ทางออกของปัญหาที่พวกเขาเลือกก็คือ หาทางพิสูจน์ให้เห็นได้ชัดเจนว่า มร.แม้น มีความไม่ซื่อสัตย์จริงหรือไม่ เพราะถ้าเป็นแบบนั้นจริง กองเชียร์ทีมสีแดงจะได้เลิกปลื้ม มร.แม้น เสียที เพราะทุกคนรู้อยู่แก่ใจว่าการแข่งกีฬานั้น สิ่งที่สำคัญกว่าการแพ้ชนะก็คือน้ำใจนักกีฬา และความเคารพกติกา.. พวกเขาตกลงกันว่าจะตั้งทีมเตะกลิ้งทีมใหม่ขึ้นมา เป็นทีมสีเหลือง ตามสีของผ้าเช็ดหน้าประจำตัวอาแปนี่แหละ และทีมสีเหลืองจะไปท้าทีมสีแดงแข่งเตะกลิ้งสักนัด ไม่ใช่หวังว่าจะชนะ เพราะพวกเขาไม่ได้เป็นนักเตะกลิ้ง แต่หวังว่าจะมีโอกาสให้พวกเขาได้จับผิด มร.แม้น อย่างใกล้ชิด ในขณะที่นำทีมลงแข่งต่างหาก

      "ในฐานะที่ข้าเป็นเจ้าของร้านกาแฟแห่งนี้ ซึ่งเป็นสถานที่ให้บริการข่าวสารกับชาวบ้านอย่างกว้างขวาง มาแต่ช้านาน ข้ารู้จักชาวบ้านที่นี่แทบทุกคน ข้าจึงขออาสาเป็น 'ผู้จัดการ' ทีมสีเหลืองเอง" อาแปกล่าวเสียยืดยาว ชาวบ้านทุกคนเห็นด้วยเพราะเรื่องแบบนี้ไม่มีใครอยากเป็นผู้นำอยู่แล้ว

      ด้วยความที่ทีมสีแดงกระหยิ่มใจในประสิทธิภาพของทีมมากๆ จึงยอมรับคำท้าชิงจากทีมสีเหลืองโดยไม่ต้องคิดก่อนเลย เรียกว่าพร้อมชนทุกเมื่อ ทีมสีเหลืองจึงทำสำเร็จตามแผนไปได้ขั้นหนึ่ง แต่ปัญหาใหญ่ของอาแปและทีมสีเหลืองก็คือ ทีมนี้เป็นทีมผิดกฎของหมู่บ้าน เพราะจู่ๆ นึกจะก่อตั้งก็ตั้ง นึกจะจัดแข่งก็แข่ง ไม่ยอมให้คณะกรรมการของหมู่บ้านประกาศยินยอมเสียก่อน.. เมื่อถึงวันแข่ง ทีมสีแดงก็ปล่อยให้ทีมสีเหลืองและกองเชียร์ยืนงงๆ อยู่กลางสนามหญ้าของสำนักฟิตกล้ามแต่เพียงฝ่ายเดียวเสียอย่างนั้น ไร้เสื้อสีแดงปรากฏแม้สักตัว ไม่ว่ากลางสนามหรือบนอัฒจันทร์ ..เท่านั้นไม่พอ มร.แม้น ยังได้เที่ยวป่าวประกาศทั่วหมู่บ้านว่าทีมสีเหลืองซึ่งเป็นทีมนอกกฎหมู่บ้าน ได้กระทำการอุกอาจบุกยึดสนามหญ้า! ..มร.แม้นขอร้องไม่ให้ทุกคนเข้าไปใช้งานสนามหญ้าแห่งนั้นเพื่อความปลอดภัย ชาวบ้านกลุ่มใหญ่ที่ใช้งานสนามหญ้าอยู่เป็นประจำจึงเกิดความไม่พอใจทีมสีเหลืองขึ้นมาอย่างแรง แต่สำหรับคนที่รู้ข่าวการแข่งขันของสองทีมนี้ก็ชักตะหงิดใจว่าทำไม มร.แม้น ถึงทำแบบนี้ เพราะที่จริงก็เนื่องจากทีมของเขานั่นแหละที่ไปตกลงรับคำท้าชิงของทีมสีเหลือง ในวันนั้นทั่วหมู่บ้านก็เริ่มเกิดการแตกแยกทางความคิดอย่างชัดเจนขึ้นทุกทีๆ

      แต่ ณ สนามหญ้านั้นเอง อาแปได้ไปพบหลักฐานสำคัญชิ้นหนึ่งเข้า มันเป็นลูกเตะกลิ้งที่ มร.แม้น ได้เตรียมไว้สำหรับการแข่งวันนี้และครั้งต่อๆ ไป ตามกติกาที่ว่าผู้ชนะประจำปีนั้นจะได้สิทธิ์ในการกำหนดวันแข่ง และเลือกลูกเตะกลิ้งที่จะใช้แข่ง ตลอดทั้งปี.. แต่แทนที่มันจะเป็นลูกกลมๆ กลิ้งๆ มันกลับมีลักษณะค่อนไปทางลูกบาศก์สี่เหลี่ยม! ตรงกับข่าวที่คนวงในได้ไปสืบทราบมาว่าในช่วงซ้อม จู่ๆ ทีมสีแดงก็หันไปใช้วัตถุทรงเหลี่ยมๆ แทน อาแปได้เห็นดังนั้นถึงกับร้องเสียงดัง.. "กร๊ากกกกๆๆ.. เสร็จข้าล่ะ ตาแม้นเอ๊ย เปลี่ยนกติกาอะไรก็ไม่ว่า ดันทะลึ่งจะเปลี่ยนลูกกลมให้เป็นลูกเหลี่ยม!"

      ใช่แล้ว มร.แม้น พยายามจะเปลี่ยนกติกาให้ทีมตัวเองได้เปรียบ โดยการใช้ลูกเหลี่ยมๆ ที่ทีมตนแอบฝึกซ้อมมาก่อนนั่นเอง.. มร.แม้น อาจลืมคิดไปว่าเตะกลิ้งมันก็คือเตะแล้วกลิ้ง ซึ่งก็ควรเป็นลูกกลมๆ ถ้าเปลี่ยนมาเป็นสี่เหลี่ยมมันจะกลิ้งไปข้างหน้าคล่องได้อย่างไร อะไรเหลี่ยมๆ มันก็ได้เพียงแถกๆ หญ้าไปเท่านั้นเอง ทีมสีแดงรวมทั้งกองเชียร์นั้นก็เหลือเกินจริงๆ รู้ว่าหมู่บ้านเล่นลูกกลมๆ มานานก็ปกติสุขดีอยู่แล้ว กลับไม่ชอบ อยากเปลี่ยนไปลองของเหลี่ยมดูบ้าง เพียงเพราะเขาบอกว่า 'มันเป็นไปตามแบบแผนต้นตำรับอังกฤษ'

      ในที่สุดเมื่ออาแปได้นำหลักฐานออกมาชี้แจงต่อหน้าชาวบ้าน ทุกคนจึงเห็นตรงกันว่า มร.แม้น พยายามแก้กติกาแบบไม่ยุติธรรม และอันที่จริงแอบแก้นิดๆ หน่อยๆ มาแล้วหลายครั้ง ชาวบ้านกลุ่มใหญ่จึงร่วมใจกันขับไล่ มร.แม้น ออกไปจากหมู่บ้านในทันที บ้างก็ไล่ให้กลับอังกฤษไป ทั้งที่จริงๆ แล้วยังไม่มีใครรู้แน่ว่าเขามาจากอังกฤษจริงหรือไม่ (และประเทศอังกฤษจะยอมรับเขาเข้าประเทศหรือไม่ ในเมื่อสร้างวีรกรรมฉาวโฉ่ไว้แบบนี้) ..แม้ชาวบ้านหลายคนโดยเฉพาะฝั่งทีมสีแดงที่ส่วนใหญ่ยังคงรัก มร.แม้น จะหาว่าการขับไล่เป็นวิธีที่ป่าเถื่อน ล้าหลัง แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าเป็นอีกวิธีการหนึ่งที่มีอยู่จริงของหมู่บ้านนี้มาตั้งแต่อดีตกาลแล้ว เป็นความจริงเสียยิ่งกว่าการมีอยู่ของ 'ฟุตบอล' เสียอีก

      และลูกเตะกลิ้งแบบเหลี่ยมๆ ก็หายไปจากหมู่บ้านพร้อมกับความมีเล่ห์เหลี่ยมของ มร.แม้น ตั้งแต่วันนั้นเป็นต้นมา

      เมื่อคิดได้ถึงตรงนี้ คำพูดของพีอาก็ลอยกลับมาในหัวผม.. "ไม่มีความจำเป็นอะไรนี่นา ที่การเล่นกีฬาเพื่อการพักผ่อนของคนที่นี่จะต้องไปทำตามกฎของแฟซ่า.." ผมอยากจะเสริมเหลือเกินว่า "ไม่จำเป็นจะต้องปรับเปลี่ยนไปตามต้นตำรับหรืออะไรทั้งนั้นด้วย เพราะเตะกลิ้งก็คือเตะกลิ้ง ยังไงก็ไม่ใช่ฟุตบอล.. ชาวบ้านที่นี่อยู่กับเตะกลิ้งมานาน ถ้าจะต้องปรับเปลี่ยนอะไรก็ควรจะปล่อยให้มันปรับไปตามธรรมชาติของมันเอง มากกว่าที่จะให้ใครแค่คนเดียวมาสั่งพลิกเป็นหลังมือแบบนี้ ไม่มีใครเข้าใจกีฬาของคนที่นี่เท่ากับคนที่นี่เองหรอกเนอะ"


      ดูเหมือนเรื่องจะจบแบบแฮปปี้ ยิ่งถ้าเป็นนิทานสำหรับเด็ก หมู่บ้านนี้ก็ควรจะกลับมาเล่นเตะกลิ้งกติกาเดิมๆ อย่างมีความสุขตลอดมา แต่ทว่าครั้งล่าสุดที่ผมไปนั่งพักทานกาแฟที่ร้านอาแป กลับได้ยินชาวบ้านอดีตทีมสีเหลืองคุยกันเรื่องแปลกๆ อย่างเก่าอีกแล้ว..

      "รู้ไหมท่าน การแข่งขันเตะกลิ้งประจำปีนี้ก็ยังมีเรื่องไม่ชอบมาพากลเกิดขึ้น"
"หือ? ท่านหมายถึงเรื่องใดล่ะ?" ชาวบ้านคนหนึ่งถามอย่างตื่นเต้น
"ก็ผู้จัดการทีมคนใหม่ของทีมสีแดงน่ะสิ ที่แลดูประหลาด.."
"ผู้ที่ชื่อ มร.มักกี้ น่ะหรือ"
"ใช่.. เขาเอาลูกเตะกลิ้งรูปร่างแปลกๆ มาใช้แข่งจนได้"
"ที่เขาว่า 'ขี้เหร่แต่ดี' น่ะเหรอ? ..แล้วอย่างไรที่ท่านว่าแปลก"
"มันเป็นลูกทรงห้าเหลี่ยม หกเหลี่ยม ..ถึงดูเผินๆ เหมือนจะกลมขึ้น แต่มันก็ยังเป็นพวกเหลี่ยมอยู่ดี"
"นี่ท่านคิดว่า ผู้จัดการทีมคนใหม่เป็นพวกเดียวกับ มร.แม้น งั้นหรือ"
"..." แทนคำตอบ คู่สนทนาพยักหน้าหงึกๆ เป็นจังหวะเดียวกับที่อาแปยกกาแฟมาเสิร์ฟพวกเขาพอดี

      "คงต้องเหนื่อยตั้งทีมกันอีกครั้งแล้วสินะ.." อาแปกล่าว พลางก้มลงมองผ้าเช็ดหน้าสีเหลือง
และแอบถอนหายใจ "ขอให้ครั้งนี้เป็น 'ครั้งสุดท้าย' ทีเถอะ"

ผมได้ยินคำภาวนานั้นแล้วก็เผลอถอนหายใจบ้าง "..เฮ้ออออ.."

-----------------------------------------------------------------------------------------------

      เรื่องนี้สอนให้รู้ว่า..
(1) คนมีฝีมือ ถ้าใช้ฝีมือไปในทางที่ถูกที่ควร และไม่โลภ ก็คงอยู่ได้นานกว่านี้
(2) บางทีของเดิมๆ นั่นแหละ เป็นของที่เหมาะสมที่สุดสำหรับเราแล้ว
   และการเปลี่ยนแปลงอาจนำมาซึ่งความวุ่นวาย ดังที่สุภาษิตจีนกล่าวไว้..
   "ของใดที่ยังใช้การได้ ยังไม่เสีย ก็อย่าริไปซ่อมมัน"


(c) 2009 Kanit M. // งานเขียนนี้มีลิขสิทธิ์ ห้ามลอกเลียนหรือนำไปเผยแพร่ซ้ำ
Note: สำหรับผู้อ่านที่เป็นสมาชิก Multiply สามารถโพสต์ความเห็นได้ที่ ลิงก์นี้ เด้อ..
นวย 15/01/2009 19:14 
โห... ตอนอ่านชื่อตอนก็นึกว่าจะเป็นเรื่องของพีอาอีก
นึกว่าไอ้ เตะไม่กลิ้ง นี่ จะหมายถึงคนที่เข็นไม่ขึ้น เตะแล้วก็ยังไม่กลิ้ง
แต่มันชักตะหงิดๆ ตั้งแต่สีฟ้ากะสีแดง แล้วก็ชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ

....เห็นได้ชัดว่าคนเขียนเก็บกดมานาน
คนอ่านก็เก็บกดมานาน เลยชอบมาก ฮ่ะๆๆๆ
Shauฯ 18/01/2009 20:26  [ 1 ] 
>> นึกว่าไอ้ เตะไม่กลิ้ง นี่ จะหมายถึงคนที่เข็นไม่ขึ้น เตะแล้วก็ยังไม่กลิ้ง

คนนี้ก็น่าจะเตะไม่กลิ้งเหมือนกัน แบบว่า เตะยังไงก็อยู่ที่เดิม (ฮา)



ป.ล. ตอนนี้นั่งคิดอยู่ว่า เอ๊ะคนอ่านอ่านกันเร็วไปมั้ยหนอ
อุตส่าห์หาที่หยอดมุขลงไปแทบทุกบรรทัด ไม่ยักมีใครทักเลย
(สงสัยต้องมาแอบเฉลยเองในคอมเม้นต์ข้างล่าง แบบคอลัมน์ซ้อเจ็ด ..ฮา)

ป.ล.2 แล้วจะมีคนหลงทางเข้ามาหน้านี้ เพราะคำค้นว่า 'ซ้อเจ็ด' รึเปล่าหว่า
น่าน! จัดคำว่า 'ซ้อเจ็ด' ไปอีก 2 ครั้ง เพิ่ม rank กูเกิ้ล.. 555

ป.ล.3 จะมีคอมเม้นท์ไหนที่ ป.ล. ไม่ยาวกว่าเนื้อความมั่งป่าวเนี่ย :P
นวย 21/01/2009 02:20  [ 2 ] 
ไอ้เรื่องเตะไม่กลิ้งนี่ เพิ่งนึกได้หลังจากคุยกันเรื่องคนอ่านไม่เก็ต
ว่าเหมือนเราจะพลาดสิ่งที่สำคัญที่สุดไปอย่างนึง
นายแม้นเตะ(ไม่)กลิ้ง เพราะนายแม้นหน้าเหลี่ยมนี่เอง
แหม....ทีมุขรายทางละขำนัก ชื่อตอนทั้งอันดันไม่นึกถึง

By the way, อ่านตอนนี้แล้วอยากฟัง Hydra
...ปวดใจนายแม้น นายแม้นก็แห้วอีก ไม่ใช่คนเดียว ลองนับดูจะรู้ว่าร่วมสิบ...

ป.ล. หาเนื้อเพลงนายแม้นแล้วไปเจอที่บอร์ด'ทุมวัน43 ด้วยแหละ
Shauฯ 21/01/2009 12:48  [ 3 ] 
งั้นเรามาเริ่มเฉลยทีละมุขเลยดีกว่า (ฮา)

ป.ล. ทีแรกจะตั้งชื่อตอนว่า ปวดใจนายแม้น แต่ไม่รู้ว่าปวดจริงรึเปล่า..
นวย 21/01/2009 14:21  [ 4 ] 
สามารถใส่ html tag โดยใช้เครื่องหมาย { } แทน < >      
ความเห็น : 
จาก : : รหัส
(อีเมล/เว็บไซต์) : อัพโหลดรูป/ไฟล์
ถ้าไม่มีรหัสประจำตัว กรุณาใส่ "เลขหนึ่งสี่ตัว" ด้วยครับ