0418
รวมข้อความจากเล่ม 17
แสดงทั้งหมด

รวมข้อความจากเล่ม 18ตอบ: 1, อ่าน: 999

1 ก.พ. 47
วันแรกของเดือน จ้ำโทรมาถามข่าวคราวการเปิดสอน
เราก็ว่า ยังไม่ได้ดูที่เลย จ้ำบอกถ้าเอาจริงต้องเริ่มได้แล้ว..
นอกจากณพพัณณ์เจอที่ Kumon
ม้าก็บอกหลักเตี๋ยเจอที่ที่สอนอะไรสำหรับเด็กเหมือนกัน
แถวเซนต์หลุยส์ พร้อมให้เช่าเดือนละ 5,000 บาท (มั้ง)
สุดท้ายเราโทรหาชง เล่าให้ฟังแล้วขอให้ชงคุยกะปิ๋มหน่อย
และถ้าเป็นไปได้ เราอยากไปดูด้วยตัวเอง..

7 ก.พ. 47
กดซื้อน้ำอัดลมจากตู้หยอดเหรียญที่คณะเภสัช
ปรากฏว่า กดเท่าไรก็ไม่ออก บิดคืนเหรียญก็ไม่ยอมคืน
กินตูไป 14 บาทฟรีๆ.. พลาด..
แล้วดันมารู้ทีหลังจากชง ว่าเรากดปุ่มผิด
มีไฟคือมีของ ไม่มีไฟคือของหมด.. อ้าวเหรอ!
แบบนี้เรียกว่าพลาด หรือโง่ หว่า

ไปดูที่กันอนุบาลวัฒนา ซอยสาทร 11
กะแล้ว ไม่ใช่ใครที่ไหน ที่ที่สอนเด็กเล็กๆ Kumon นั่นเอง
ไอ้นี่เปิดทุกที่เลยเรอะไงฟะ..
วันนี้วันเสาร์ไม่เปิดสอนก็เลยเดินดูที่ได้สะดวกหน่อย
ทำเลไม่เวิร์คเลยสำหรับ ม.ปลาย.. ลึกลับไปหน่อย
แถวนี้มีแต่ ร.ร.ประถม กับ ม.ต้น

ทีมที่มี เรา + ชง + จ้ำ ก็ถือเป็นทีมที่ดีนะ ยังคิดเช่นนั้นอยู่
อย่างการซักถามวันนี้ก็ถามกันคนละแนว
เราจะถามเรื่องเวลาเปิดปิด ทำเลที่ตั้ง ร.ร. แถวๆ นี้
และสภาพของ Kumon เพื่อนบ้าน..
จ้ำจะถามเรื่องระบบไฟฟ้า ค่าไฟ ค่าน้ำ การตกแต่ง จอดรถ
ชงก็จะดูไป คิดอะไรไปคนเดียว
สมมติถ้าได้สอนจริงๆ ก็คงจะเป็น 3 คน 3 สไตล์น่ะนะ..

9 ก.พ. 47
ค่ำนี้นัดคุยเรื่องสอนพิเศษกับชงและจ้ำอีกครั้งนึง
เป็นคราวที่สองที่เจอกัน แต่เพิ่งได้นั่งคุยกันเป็นลำดับ
ค่อยๆ ลิสต์ปัญหาทีละข้อๆ แล้วถกเพื่อเคลียร์เป็นลำดับไป
การบ้านใหญ่ที่แต่ละคนเอากลับมาคิดคือ
- ชง .. หาที่ที่ดีกว่า และสืบเรื่องกฎหมาย
- จ้ำ .. คิดเรื่องการตกแต่งห้อง แอร์ ไฟฟ้า
- เรา .. คิดเรื่องจัดคิว หลักสูตร เวลา และโปรโมชั่น

เรื่องการแบ่งผลประโยชน์เราค่อนข้างคิดมาก
เพราะถ้าสอนจริง เราคงหนักสุด และเสียรายได้เดิม
ถ้าค่าสอนไม่เป็นธรรมก็ลำบากใจ
.. ชงเสนอว่า หักค่าสอนเป็นเปอร์เซ็นต์จากกำไร
ถ้ากำไรเยอะค่าสอนก็เยอะ
(โดยแบ่งตามสัดส่วน จำนวนชั่วโมงที่มาสอน)
ที่จริงเราคิดว่ายังไม่เวิร์ค เพราะหมายความว่า
ถ้าคอร์สแรกๆ ไม่มีกำไรเลย คนที่สอนเยอะก็ไม่ได้อะไร
หรือถึงมีกำไร ถ้าโดนกินแรงก็จะลำบาก
แบบว่าสอนแทบตายได้เงินมากกว่าคนอื่นหน่อยเดียว..

กรณีนี้เราขอให้หักค่าสอนเป็นอัตราคงที่ดีกว่า
ตามที่กล้าเคยเสนอไว้ คือถึงขาดทุนก็ยังต้องจ่ายค่าสอน
เพราะมองเป็นการจ้างสอน ไม่เกี่ยวกับการเข้าหุ้น ลงทุน

ไม่คิดว่าปัญหาเรื่องผลประโยชน์จะมาถึงไวขนาดนี้
แต่จ้ำพูดขึ้นมา เราเลยว่าให้เคลียร์เลยก็ดี
ไอ้เราไม่มีงานอื่นทำด้วย ก็จะเสี่ยงมากที่สุด
เผลอๆ เสียเงินลงทุนแล้วยังเสียเวลาเปล่าๆ มากที่สุดอีก

มองอีกแง่ มันก็ควรโชว์ใจนิดนึง
การทำกำไรเพื่อเพื่อน ก็คือทำให้เราได้เองด้วยเหมือนกัน
เหมือนว่า ต้องยอมทนเพื่อไปถึงจุดสำเร็จได้
ถ้าเพื่อนตั้งใจจะเอาเปรียบค่อยถอนตัวยังทัน
มาพูดล่วงหน้าแบบนี้วอนให้ผิดใจกันเปล่าๆ
อีกอย่าง ถ้าเราตัวคนเดียวไม่มีทางได้ทำกิจการแน่..

10 ก.พ. 47
ปรึกษาน้องยุถึงเรื่องไม่สบายใจเกี่ยวกับผลประโยชน์
ว่าควรคุยกับเพื่อนอีกที หรือยอมๆ ปล่อยตามนี้ไปก่อน
น้องยุบอกว่า ถ้าเธอเป็นจ้ำ ก็คงคิดเหมือนกันว่า
อะไรวะแค่นี้ช่วยเพื่อนไม่ได้ ขาดทุนยังจะเอาค่าสอนอีก
แต่ถ้ามองในแง่ของเรา เรามีสิทธิ์สอนส่วนตัวต่อไปเต็มที่
ไม่ให้ขาดรายได้เก่าเลยก็ได้
ก็คือๆ กับที่เพื่อนไม่ลาออกจากงานประจำน่ะแหละ..

กลับมาปรึกษาม้า ก็ยังว่าควรคุยกันด่วน
ผิดใจกันวันนี้ ไม่เปิดยังดีกว่าเปิดแล้วมาทะเลาะกันทีหลัง
ทางที่ปลอดภัยสุดคือ ยอม แต่ประกาศไปเลยว่าจะยอมกี่เดือน
หากเกินนั้นยังไม่เป็นที่น่าพอใจ คงต้องคุยกันว่าจะเอายังไง..

11 ก.พ. 47
ว่าจะไม่เล่าแล้ว เพื่อไม่ให้หาว่าเล่าคนอื่น
แต่พอดีเดินกลับบ้านกะกล้า เลยขอคำแนะนำ
กล้าบอกยังไงต้องคุยให้โอเคทุกคนก่อนเริ่มเปิด
อย่ายอมเลยตามเลย ถ้าต้องทนอึดอัดใจ..
ลองคิดดูว่า การที่เราเสนอแบบใหม่ไปแล้วใครไม่โอเค
นั่นก็เพราะเขาเสียผลประโยชน์เห็นไหม
ฉะนั้นจะมาว่าเราเห็นแก่ผลประโยชน์ ไม่ได้
ทุกคนก็เป็นทั้งนั้นแหละ
เพียงแต่คนที่ไม่โวย ก็คือคนที่กำลังได้เปรียบ

พูดตามตรงแล้วกล้าบอกว่า แบบนี้กล้ามีเวลามากกว่าจ้ำอีก
กล้ามาสอนตอนเย็นหลังเลิกงานได้ด้วย
ที่ไม่ได้ลงมือทำด้วยกันก็เพราะ
เห็นว่าตัวเองดูแลได้ไม่เต็มที่.. ถ้าจะทำก็น่าจะลาออก
..คิดอีกที ทีมเราอาจขาดคนเชี่ยวชาญธุรกิจก็ได้
กล้าพูดถูก -- คนไทยไม่เข้าใจคำว่าธุรกิจ
ถ้าเพื่อนติดธุระแล้วเราสอนแทน นั่นล่ะคือช่วยเพื่อน
แตถ้าขาดทุนแล้วไม่ได้ค่าสอน นั่นมันเอาเปรียบเกินไป..

(1) หากไม่ยอมคุยกัน แล้วเปิดซะเลย วัดดวง
ไม่ถูก เพราะมันเจ๊งชัวร์ 100% แล้วจะเสียตังค์ทำไม
ต้องคุยให้ทุกคนพอใจก่อน ไม่งั้นเจ๊งกลางทางเจ็บกว่า
(2) ไม่จำเป็นต้องยอมไปก่อน 1-2 เดือนด้วย
เพราะถึงยังไงก็ต้องเปลี่ยนแผนกันใหม่อยู่ดี
และถึงยังไงจ้ำก็ไม่คิดจะลาออกอยู่แล้ว
เราจะทำงานเลี้ยงเพื่อนนั้นไม่ถูกจริงๆ..

ถึงแม้ว่าคุยแล้วจะเกิดการถอนตัวไป ก็ต้องแบบนั้น
กล้าก็พร้อมจะเข้ามาทำแทน กลัวเราจะเสียเปรียบ..

12 ก.พ. 47
สำรวจตารางเรียนกับค่าเรียนของสถาบันสอนเลขต่างๆ
รวบรวมใบปลิวมาหลายวัน ย่อยทุกใบลงมาเป็นใบเดียว
ได้ผลว่า ส่วนมากสอน 120 ถึง 150 นาที จำนวน 12-15 ครั้ง
ในอัตราราคา 2-4 พันบาท ขึ้นกับความเจ๋งและจำนวนเด็ก
โดยปิดเทอมจะสอนกัน 2 รอบ คือมีนา กับเมษา
รอบนึงจบในเดือนเดียวได้ เพราะสอนจันทร์ถึงเสาร์เลย
ส่วนเปิดเทอมก็เรียนสัปดาห์ละครั้ง เย็นวันธรรมดา
เริ่มห้าโมง หรือห้าโมงครึ่ง..

ชงโทรมาตามที่รับปากไว้ ชงมีทางออกใหม่ที่ดี
มีที่สอนพิเศษอยู่ใกล้วัดสุทธิ กับศรีสุริโยทัย
เปิดสอน ม.ต้น อยู่ และชงก็รู้จัก ไปคุยกันมาแล้ว
อาจารย์ที่นั่นบอกลองเช่าที่เขาสอนก็ได้
มีห้องอยู่แล้ว สบายๆ ไม่ต้องเสียค่าตกแต่ง
จะไม่คิดรายเดือน แต่ขอหัก % จากเงินที่ได้ก็ละกัน..

แบบนี้มีข้อดีมากกว่าเสียนะ
(1) ไม่มีค่าใช้จ่ายเลย สอนได้ทันที
(2) ไม่มีความเสี่ยง เพราะไม่มีสัญญาว่าต้องทำกี่เดือนกี่ปี
(3) ทำเลดีมาก ใกล้ ร.ร. ได้มองหาที่ขยับขยายก็ยังไหว
(4) กล้าเสริมว่าแผนนี้ดีมาก
จ้ำจะไม่สมควรได้อะไรเลยหากไม่ได้มาสอนเอง
เพราะตอนเริ่มนั้นไม่ต้องลงทุนสักบาท..
(และเผลอๆ เรากับชง ใครสอนได้เท่าไรก็เอาไปส่วนตัว)
ดีแล้ว จะได้ไม่ต้องเคลียร์ปัญหาเก่า เรื่องผลประโยชน์

14 ก.พ. 47
รีบบึ่งไปหาชงแถวๆ วัดสุทธิ ไปถึงบ่ายสอง
มีเวลาเดินดูบริเวณนั้นอยู่คนเดียวระหว่างรอชงมา
ก็พบว่า สถานที่ที่ชงจะให้ไปเปิดสอนนั้น
โอเคมากในเรื่องทำเล แต่พอชงพาไปคุยกับอาจารย์เจ้าของ
แล้วเรารู้สึกแปลกๆ ไงไม่รู้ ไม่ค่อยอยากทำที่นี่แล้ว
เหมือนไม่อิสระ ไม่คล่องตัว
เขามาคอยคุมว่าให้ทำอย่างนี้อย่างนั้นสิ
ชักเกรงว่าเดี๋ยวจะกลายเป็นแค่ลูกจ้างของเขาไป
แถมดูว่าที่นี่เด็กเรียนกันน้อยนิด..

16 ก.พ. 47
ชงบอกว่า ยังไงลองทำดูสัก 2 คอร์ส (คือปิดเทอม 1 เดือน)
ถ้าเขาหักเยอะ หรือเห็นท่าไม่ดีก็รีบลาออกมาหาที่เปิดเอง
ชงไม่ยอมอยู่แล้วเหมือนกันเรื่องนี้..
การบ้านวันนี้คือเราต้องรีบมาพิมพ์โบรชัวร์งามๆ
ที่จริงน่าจะเอาลายมือน้องๆ ที่เคยเรียนกับเราและชง
มาเขียนสรรเสริญลงไว้ด้วย จะได้ดูดีนิดนึง
แต่ไม่รู้จะรวบรวมทันได้ไง..

18 ก.พ. 47
รีบว่าจะแจกใบปลิวที่ ร.ร.ศรีอยุธยาให้ทัน
ก็ปรากฏไปไม่ทัน เด็กกลับหมดแล้ว
เลยต้องเอา 200 ใบที่พิมพ์มาไปยืนแจกหน้า ร.ร.สุทธิ
มีเจ้าถิ่นยืนแจกอยู่ 1 คน ทำให้เรากะชงได้เพื่อน.. ใจชื้น..
แต่ว่าให้ตายสิ เด็ก ร.ร.นี้โคตรแก่นเลย เด็กโตก็กวน
แถมยังซกมก หน้าตานี่ไม่มีทางมาสมัครเรียนกะเราแน่ๆ
ชงบอกให้เลือกแจกเฉพาะ ม.3-4-5 ที่เรียนแผนวิทย์
ก็เลือกยากเหมือนกัน ดูแล้วตาลาย เด็กเยอะจัดกรูกันออกมา

พี่เจ้าถิ่นคนแจกบอกว่า ไม่มีใครเขามายืนแจกเองหรอก
เหนื่อย แถมยังเห็นใบปลิวตัวเองเกลื่อนกลาดพื้น
เราก็ว่า เห็นจะจริง ยังดีนะที่เราเลือกแจกแต่กลุ่มเป้าหมาย
ก็พอจะทิ้งน้อยลงหน่อย ไม่ค่อยเจอในเข่งขยะ
ถ้าเห็นคงเครียด หนอย ตูซีรอกซ์มาให้ทิ้งงั้นเหรอ
แทบจะเก็บขึ้นมาแจกอีกรอบ เสียดายกระดาษ!

คิดอีกแง่ การได้ลงมือทำเองทุกขั้นตอน
ย่อมให้ประสบการณ์ที่มากกว่า
จัดคอร์สเอง พิมพ์ใบปลิวเอง เอามายืนแจกเอง
อย่างน้อยถ้าไม่เวิร์ค ไม่มีใครมาสมัครเลย
เราก็ยังเปลี่ยนแผนได้ถูก..

20 ก.พ. 47
เมื่อวันก่อน หลังแยกจากชงแล้วเราก็เดินมาขึ้นรถไฟฟ้า
ก็มีเด็กอัสสัมคอวแวนต์สองคนขึ้นบันไดเลื่อนอยู่หน้าเรา
และบังเอิญเข้าไปยืนในรถไฟฟ้า ตู้เดียวกัน ประจันหน้าพอดี
ถึงได้รู้ว่า คนใส่แว่นถักเปียนั้นยังไม่เท่าไรนะ
อีกคนที่สวยใส ผมสั้น นี่สิ.. น่ารักโคตรๆ.. ขาวและหน้าตาจิ้มลิ้ม..
พลอยทำเราเข้าใจ (ผิด) ไปว่า ร.ร. นี้ น่ารักหมดทุกคน

เธอก็คุยกะเพื่อนเสียงดังเรื่องนู้นเรื่องนี้ จนเพื่อนลงรถไป
เหลือเธอคนเดียว เราก็แอบมองอยู่แบบไม่ให้น่าเกลียดนัก
คนขึ้นมาเยอะมากเลยได้แค่พยายามมองลอดรู ทะลุฝูงชนไป
เธอหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาคุยกะเพื่อนเกี่ยวกะการสอบเลข
ภาคตัดกรวย ฟังก์ชัน.. ฟังแล้วอยากเข้าไปทัก ไปแจกใบปลิว
แต่ใจไม่กล้า จนเธอลงสยามพร้อมเรา ก็หายไปในฝูงชนทันที

เรื่องน่าจะจบแค่นี้ แต่มันมีต่อ
วันนี้ชงเรียกไปแจกใบปลิวด้วยกันที่ อัสสัมคอนแวนต์
ตั้งใจว่า เจอเธออีกทีจะแจกให้กับมือเลยทีเดียว
แต่ว่า ตอนแจกมัวแต่คุยกับชง หันซ้ายขวาบ้าง เล่นบ้าง
จนหันควับมาเธอคนนี้ก็เดินผ่านไปแล้ว
เจอแต่แจกไม่ทัน โอ้สวรรค์..

ปลงและแจกต่อจนเสร็จ ชงดันติดใจข้อสอบที่เราเอาไปถาม
เลยขอแวะแมคโดนัลด์โรบินสัน นั่งทำก่อน
คนแน่น ได้นั่งริมกระจก หน้าห้างพอดี
ระหว่างชงทำเราก็นั่งเหม่อมองนู่นมองนี่
คิดถึงสภาพตอนเคยอาศัยอยู่แถวๆ นั้น เมื่อหลายปีก่อน..
จู่ๆ เราก็พูดว่า เด็ก ร.ร.นี้ ก็ไม่เห็นน่ารักเลย
คนที่เราเจอวันก่อนอ่ะน่ารักสุดๆ แล้ว เสียดายไม่ทันแจก
ชงก็นึกว่าเราชี้ใคร เลยมองตามมือเราออกไปข้างนอก
ไอ้เราก็มองตามชงออกไป เฮ้ย สองสาวนี้เดินยิ้มคุยกัน
ลมโชยๆ ผ่านหน้าห้าง และผ่านเราไปเฉยเลย
แล้วแบบตกใจด้วย ฝังใจด้วย ติดตาเลย
ขาว ใส น่ารัก พรหมลิขิตให้เรามาเจอกันแว้บไปมาหรือนี่..

(หมายเหตุขณะพิมพ์ : หลังจากเหตุการณ์นั้น
เราก็บังเอิญได้เจอเธออีกบ่อยๆ แถวสยาม มาบุญครอง
และเป็นการเจอในระยะประชิดทุกครั้ง แบบสวนกันช้วบ..
แล้วเราก็ต้องตกกะใจทุกที
แปลกดีที่เธอใส่ชุดนักเรียนทุกครั้งเลยว่ะ
หรือว่า อาจจะใส่ชุดอื่นผ่านมาแล้ว เราเลยจำไม่ได้)

23 ก.พ. 47
..รู้สึกจะไม่ไบรท์อย่างที่คิด
แถมยังจะขอให้สอนแบบอัดๆ แน่นๆ เพราะกลัวไม่ทันเวลา
เราบอกให้วางใจ เดี๋ยวแบ่งเนื้อหาให้ ก็ไม่ยอม
กลัวแทนว่าจะทำโจทย์ไม่ได้
เพิ่งมาเริ่มเอาป่านนี้แล้วยังจะโลภเอาทุกอย่างอีกนะ
แทนที่จะเอาให้ชัวร์ไปทีละเรื่องๆ
อธิบายไปแล้วบอกว่าไหว ไหว.. เราเลยต้องจำยอม!

น้องเนย์บอกว่า ภัคเคยเรียน BOK
ข้างๆ ร้านดอกไม้ในสยามฯ
เป็นที่ที่สอนตัวต่อตัว และกลุ่มสามสี่คน ด้วย
เราเลยให้ชงจัดการเก็บข้อมูลจากภัค
และเอาโบรชัวร์ของที่นี่มาศึกษาด่วน..

24 ก.พ. 47
วันนี้เป็นวันที่มีเงินเก็บครบแสนบาท
ก็เลยประกาศแก่เภา ตูน เนย์
ว่าสัปดาห์หน้าเรียนฟรีนะจ๊ะ
คืนกำไรแก่ประชาชนผู้บริโภคซะหน่อย..
น้องๆ ดีใจ เราก็ดีใจ..

มีอยู่สองเรื่องที่ฟังแล้วเซ็งจริงๆ
(1) น้องชงที่เรียนสุทธิเล่าว่า อาจารย์คนนึง
เอาใบปลิวกวดวิชามาแจกที่ ร.ร.
เด็กไปเรียนก็บอกข้อสอบกันตรงๆ เปลี่ยนแค่ตัวเลขเท่านั้น
เจอแบบนี้พวกเราไปสอนแข่งไม่ไหวหรอก..
(2) อาจารย์คนนึงสอนพิเศษอยู่แถวๆ กรุงเทพคริสเตียน
ได้รับเชิญเป็นครูพิเศษใน ร.ร. นั้นด้วย
ก็ปรากฏตัวเองได้ออกข้อสอบส่วนนึง
ก็เลยเอามาบอกในที่สอนพิเศษอ่ะ ทุกข้อที่ออกเลย
เด็กที่จ่ายเงินเรียนก็ท่องคำตอบไปตอบ ได้เต็มกันหมด..

9 มี.ค. 47
วันนี้สอบเอ็นท์คณิต 2 กับวิทย์กายฯ
เราและชงไปให้กำลังใจน้องๆ ถึงที่สอบ
น้องๆ กำลังตื่นเต้นที่มีโพยหลุดมาทุกวิชา
ไม่ว่าจะไทย สังคม อังกฤษ (สอบเมื่อวาน)
รวมถึงสองวิชาในวันนี้ด้วย
เรากะชงก็ตกใจเหมือนกันว่า เดี๋ยวนี้เล่นงี้กันแล้วเรอะ
โพยมันออกมาได้ไง..
(ข่าวว่ามีคนลักลอบเอามาเซ่นแก่ลูกสาวคนๆ นึง)
ออกมาครบ 2 ชุดอีกต่างหากนะ ไม่ใช่แค่โพยธรรมดาๆ..
รู้สึกดีที่น้องๆ หลายคนไม่เอาโพยกัน
มีแค่คนเดียวที่ใช้โพย แถมโทรมารายงานชงตอนเสร็จ
ว่าโพยแม่นมากๆ ทำเองแล้วต่างจากโพยไม่กี่ข้อเอง!
ฉะนั้น 70 อัพ ชัวร์ๆ
ฟังแล้วก็.. โอ้! ประเทศชาติ!

10 มี.ค. 47
เกิดจากความคิดที่จะไปสะพานพุทธกับน้องยุ
ก็เลยเปิดค้นสายรถเมล์ที่วิ่งถึงดึก จะได้กลับบ้านได้
ปรากฏไปดาวน์โหลด Bus info รีวิชั่นล่าสุด
(จากเว็บ thaiware) ที่ทำเป็นไฟล์ PDF แจก
และบอกว่าเวอร์ชั่นถัดไปจะพิมพ์ขาย ตามคำเรียกร้อง

สรุปว่าไม่ได้สาบรถเมล์ที่ต้องการ แต่ได้ไอเดียว่า
พิมพ์ชีทให้เสร็จแล้วแจกลง thaiware มั่งดีกว่า
เป็น Math E-Book เจ้าแรกของไทย.. เปิดตลาด!
พอคนเริ่มรู้จัก แนะนำติชม
แก้ไขปรับปรุงไปมาก็พิมพ์เป็นเล่มขายได้เลย
สร้างชื่อโดยการแจกฟรีก่อน ดีกว่าโนเนมแน่นอน..

12 มี.ค. 47
พูดเล่นเรื่อยเปื่อยว่า ให้ไปหาที่เรียนทำอาหารดีกว่า
น้องยุเลยถามว่า ทำกับข้าวหรือทำขนม (อยากทำขนม)
เราเลยเกิดไอเดียขึ้นมากะทันหัน
ไอเดียที่ลืมไปนานแล้ว ว่าทำร้านนม หนมปัง กาแฟสิ
ไม่ต้องใช้แม่ครัวด้วย รับเขามาขายต่อ เอาที่อร่อยจริงๆ..

คิดแล้วดีใจรีบโทรหาชง
แต่ชงไม่อยากทำด้วย อยากเปิดกวดวิชาเท่านั้น

20 มี.ค. 47
ข่าวร้ายอีกแล้ว
กำลังเล่นเน็ตอยู่ดีๆ ฮาร์ดดิสก์ก็มีเสียงตึกๆๆ ผิดปกติ
ปิดเครื่องไป เปิดใหม่เพื่อจะมาทำงาน Math E-Book
ปรากฏบูทไม่ได้ ฮาร์ดดิสก์มีแบ๊ดเซกเตอร์
พยายามกู้ข้อมูลไปไว้ฮาร์ดดิสก์ตัวใหม่ ก็ยังมีเสียงกึกๆๆ
และยิ่งดังกว่าเก่า.. เตรียมใจว่าพังแน่แล้วตัวนี้

ไขน๊อตออกมา กะว่าจะสลับเอาตัวใหม่มาเป็นมาสเตอร์แทน
พอแงะออกมาปั๊บ ขนลุกซู่เลย มดทั้งนั้น..
มดมันเจาะรูเข้าไปทำรังอยู่กันในฮาร์ดดิสก์!
แม่งทำเอาเจ๊งเลยนะฮาร์ดดิสก์ตู จะเข้าไปกันทำไมฟะ
โชคดีนะที่เอางานที่ทำไปเก็บในเว็บแล้ว
โชคดีมาสองรอบแล้ว แต่ขออย่าเป็นอีกเลยสาธุ
คราวก่อนฟอร์แมตข้อมูลหายเกลี้ยง คราวนี้ฮาร์ดดิสก์พัง
คราวหน้าจะเป็นไงวะจะได้ทำใจไว้ก่อน..

26 มี.ค. 47
ทีแรกแค่อยากเล่าเรื่องความคิดจะเปิดร้านนม หนมปัง
แถวๆ สวนดุสิต (ที่น้องยุไปเจอที่มา) ให้เพื่อนๆ ฟัง
เผื่อจะมีคำแนะนำ แต่กลับกลายเป็นว่า
บอยและกล้าสนใจ ขอเสนอตัวทำด้วย..
ก็เลยคุยกันต่อจากตี 1 จนตี 2 แล้วจึงกลับบ้านกัน

29 มี.ค. 47
วันก่อน ไปดูที่กับกล้าและบอยมา มีอยู่ห้องนึงริมถนน
วันนี้โทรไปสอบถามเจ้าของแล้ว
ดูท่าทางเจ๊แกไม่อยากให้ทำร้านนมจริงๆ
แถมยังซักประวัติเราซะยาว ก่อนจะบอกราคา
สามหมื่นบาทต่อเดือน.. เจอราคาแล้วเครียด!
คงต้องหาที่อื่น แต่ยังอดแปลกใจไม่ได้ว่า
ทำไมเจ้าของที่ไม่ยอมให้เช่า เอ้อ จะปล่อยทิ้งทำไม..

31 มี.ค. 47
ในที่สุด thaiware ก็ลง Math E-Book ให้แล้วจนได้
ภายในวันเดียวมีคนดาวน์โหลดไป 300 กว่าคน
และมีเสียงชมในเว็บบอร์ดด้วย

9 เม.ย. 47
เด็กคนไหนประเมินตนเองว่ามีค่าแค่ 300 บาท
เขาก็ต้องหากระเป๋าราคา 30,000 บาท มาถือ
แต่เมื่อใดก็ตามที่เขาประเมินค่าตัวเองว่า
30,000 หรือ 300,000 บาท
เมื่อนั้นสะพายย่ามถูกๆ ใบเดียว
หรือไม่ถืออะไรเลยยังได้..

ประโยคนี้วงศ์ทนงเขียนไว้ใน a day story
โดยจำมาจากบทความใน life&family อีกต่อนึง..
โดนใจมาก ไม่รู้เพราะตัวเองมีค่า หรือว่าจนกันแน่
ฮ่ะๆๆๆ..

13 เม.ย. 47
คิดอีกที การที่คนๆ นึงคือตัวเราเกิดมาบนโลก
มันเป็นเรื่องที่น่ายินดี ดีใจที่ได้เกิด หรือเปล่า
ถ้าใช่ ทำไมถึงไม่สนุกเลยในการดิ้นรนหางานทำ
ราวกับว่า ไม่เกิดดีกว่า เกิดมาแล้วช่างลำเค็ญ
ตายไปก็สิ้นเรื่อง สิ้นคิด (ไม่ต้องคิดอะไรอีกต่อไป)
แต่ถ้าไม่ใช่ ทำไมเราถึงไม่ฆ่าตัวตายไปซะเลย
จะได้พ้นปัญหาหนักหัว..

คิดไปคิดมาก็พบทางสว่าง
เราก็อยู่ๆ ไปตามชีวิตเราสิ ทำงานที่ตัวเองชอบสิ
อย่าไปฝืนใจทำ ทำเท่าที่ทำได้
อย่างน้อยก็ดีกว่าฆ่าตัวตายใช่ไหมล่ะ..
ให้ตายสิ! คนเราเดินไปตามสิ่งที่ตัวเองไม่ชอบ
เพียงเพราะแคร์กับคำพูด เสียงสังคมรอบข้าง
แค่นั้นเองหรือ..

กลัวอยู่แค่ว่า สักวันพบตัวเองยอมจำนน
เพราะตัวเองก็ไม่ได้เจ๋งจริงอะไร
ก็แค่นักฝันที่ไม่ยอมลงมือลุยทำ
วันนั้นมาถึงเราคงเสียใจตัวเองที่สุด!
อาจจะท้อ อาจจะปลงชีวิต
ว่าคนเราดื้อไปดื้อมา สุดท้ายก็หนีไม่พ้น
วันนั้นคงเรียนรู้ชีวิตได้มาก
ถึงแม้จะเป็นเรื่องที่ไม่พึงพอใจก็ตาม..

15 เม.ย. 47
นึกเรื่องสมัครเป็นครู
กลัวเขาไม่รับ บุคลิกไม่เป็นผู้ใหญ่พอ
กลัวความคิดยังไม่นิ่งพอ เป็นแบบอย่างที่ไม่ดี
กลัวการสอนยังไม่เจ๋งจริง

โฆษณาทีวีชุดล่าสุดของวันทูคอลก็เตือนเรา
ด้วยเสียงร้องของริค อย่ากลัว โว้โฮ อย่ากลัว..
ปิดท้ายด้วยคำสั่งสอน
ความกลัวเป็นสิ่งที่เราคิดขึ้นเอง เราเอาชนะมันได้..
เกิดพุทธิปัญญาเลย!
นวย 09/05/2005 11:48 
อ่านสนุก เห็นภาพคนหนุ่มดีครับ

ความฝันยังอีกยาวไกล ก็ค่อยๆทำไปครับ แบกมันหมดทุกอย่างมันไม่ใช่ความฝันแล้วครับ มันมีแต่ความเหนื่อย แล้วสุดท้ายจะกลายเป็นความท้อครับ
เม่น 12/09/2005 05:48  [ 1 ] 
สามารถใส่ html tag โดยใช้เครื่องหมาย { } แทน < >      
ความเห็น : 
จาก : : รหัส
(อีเมล/เว็บไซต์) : อัพโหลดรูป/ไฟล์
ถ้าไม่มีรหัสประจำตัว กรุณาใส่ "เลขหนึ่งสี่ตัว" ด้วยครับ